โลกโลกีย์..โลกกูตระ
๑. ปณฺฑุปลาโสว ทานิสิ
ยมปุริสาปิ จ ตํ อุปฏฺฐิตา
อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ
ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ ฯ ๒๓๕ ฯ
บัดนี้ เธอแก่ดังใบไม้เหลือง
ยมทูตกำลังเฝ้ารออยู่
เธอกำลังจะจากไปไกล
แต่เสบียงเดินทางของเธอไม่มี
Like a withered leaf are you now,
Death's messangers wait for you.
You are going to travel far away,
But provision for your journey you have none.
๒. โส กโรหิ ทีปมตฺตโน
ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว
นิทฺธนฺต มโล อนงฺคโณ
ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสิ ฯ ๒๓๖ ฯ
เธอจงสร้างที่พึ่งแก่ตนเอง
รีบพยายามขวนขวาย
หาปัญญาใส่ตัว
เมื่อเธอหมดมลทิน
หมดกิเลสแล้ว
เธอก็จักเข้าถึงทิพยภูมิ
ของพระอริยะ
Make a refuge unto yourself
Quickly strive and become wise.
Purged of taint and free from stain,
To heavenly state of the Noble will you attain.
๓. อุปนีตวโยว ทานิสิ
สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ
วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา
ปาเถยฺยมมฺปิ จ เต น วิชฺชติ ฯ ๒๓๗ ฯ
บัดนี้ เธอใกล้จะถึง
อายุขัยแล้ว
เธอย่างเข้าใกล้
สำนักพญามัจจุราชแล้ว
ที่พักระหว่างทาง
ของเธอก็ไม่มี
เสบียงเดินทาง
เธอก็ไม่ได้หาไว้
Your life has come near to an end now,
To the presence of Death you are setting out.
No halting place is there for you on the way,
And provision for your journey you have none.
๔. โส กโรหิ ทีปมตฺตโน
ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ
น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ ๒๓๘ ฯ
จงสร้างที่พึ่งแก่ตัวเอง
รีบขวนขวายหาปัญญาใส่ตัว
เมื่อเธอหมดมลทิน
หมดกิเลสแล้ว
เธอก็จักไม่มาเกิด
มาแก่อีกต่อไป
Make a refuge unto yourself,
Quickly strive and become wise.
Purged of taint and free from stain,
To birth-and-decay will you not come again.
๕. อนุปุพฺเพน เมธาวี
โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว
นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ ๒๓๙ ฯ
คนมีปัญญา
ควรขจัดมลทินของตน
ทีละน้อยๆ
ทุกๆขณะ
โดยลำดับ
เหมือนนายช่างทอง
ปัดเป่าสนิมแร่
By gradual practice,
From moment to moment,
And little by little,
Let the wise man blow out
His own impurities,
Just as a smith removes
The dross of ore.
บทความนี้สะท้อนมุมมองทางธรรมที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความไม่จีรังของสรรพสิ่งในโลกโลกีย์ และเน้นย้ำความสำคัญของการขวนขวายหาปัญญาและสร้างที่พึ่งแก่ตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่ชีวิตที่แท้จริง จากบทกลอนและคำสอนที่นำเสนอ เราเรียนรู้ว่า ชีวิตเปรียบเหมือนใบไม้ที่แห้งเหี่ยวและกำลังจะร่วงโรยไป ซึ่งสัญลักษณ์นี้เตือนใจเราถึงความไม่แน่นอนของชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ การไม่มีเสบียงหรือเตรียมตัวเดินทางในที่หมายปลายทางสุดท้ายจึงเป็นตัวแทนของการที่เรามีชีวิตโดยขาดมรรคาและปัญญา จุดที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำให้ "จงสร้างที่พึ่งแก่ตัวเอง" ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในคำสอนพุทธศาสนา หมายถึง การไม่พึ่งพิงผู้อื่นหรือตัวตนภายนอก แต่ต้องพึ่งพาตนเองด้วยการขวนขวายหาความรู้ ความสติปัญญา และการละคลายมลทินใจหรือกิเลส ปิยะได้สะท้อนถึงการปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไปให้เหมือนนายช่างทองที่ปัดสนิมหรือมลทินออกจากแร่โลหะทีละน้อยอย่างตั้งใจและมีวินัย หลายครั้งที่คนเราอาจเผชิญกับความยากลำบากหรือความกลัวด้านความตาย ความไม่แน่นอนทางชีวิต แต่บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าหากเรามีปัญญาสามารถต่อสู้และปัดเป่ากิเลสในตัวเองได้ ความสงบสุขและ "ทิพยภูมิ" หรือสถานที่สูงส่งของพระอริยะจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติเปิดรับให้เราเข้าสู่สถานะที่เหนือความทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด ในประสบการณ์ส่วนตัว การเข้าใจเรื่องนี้ช่วยให้ผมเปลี่ยนมุมมองต่อความไม่แน่นอนและความตายเสียใหม่ การฝึกฝนจิตใจให้นิ่ง มีสติ และไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสเหมือนได้เก็บเสบียงที่แท้จริงสำหรับการเดินทางในชีวิต เพื่อให้เราไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ไปเมื่อถึงเวลาสุดท้าย บทความนี้จึงเป็นทั้งคำสอนและข้อเตือนใจให้เราทุกคนใส่ใจดูแลจิตใจด้วยปัญญาและมีสติในทุกย่างก้าวของชีวิต เพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกแห่งธรรมที่แท้จริงอย่างมั่นคงและยั่งยืน



























































