จะเดินทางไกล..อย่าใส่ใจเสียงเห่าข้างทาง

#บัณฑิตไม่เสียเวลาเห่ากับหมา

ขุนเขาไม่สะเทือนเพราะแรงลมฉันใด

บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น

บุคคลพึงเห็นบุคคลใดผู้มักชี้โทษ

เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์

พึงคบบุคคลผู้เป็นบัณฑิตเช่นนั้น

เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐ โทษที่ลามกย่อมไม่มี

บุคคลพึงกล่าวสอน พึงพร่ำสอนและพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ

บุคคลนั้น ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย

แต่ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ

ไม่ควรคบมิตรเลวทราม

ไม่ควรคบบุรุษอาธรรม์

ควรคบมิตรดี ควรคบธรรมบุรุษ

บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรมมีใจผ่องใสแล้ว

ย่อมอยู่เป็นสุข

บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ

พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป

พวกช่างศรย่อมดัดลูกศร

พวกช่างถากย่อมถากไม้

บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน

ภูเขาหินล้วน เป็นแท่งทึบ

ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะแรงลมฉันใด

บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น

ห้วงน้ำลึกใสไม่ขุ่นมัว แม้ฉันใด

บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรมแล้วย่อมผ่องใส ฉันนั้น

บัณฑิตทั้งหลายผู้อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดงอาการหวั่นไหว

บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตน

ไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งผู้อื่น

ไม่พึงปรารถนาบุตร

ไม่พึงปรารถนาทรัพย์

ไม่พึงปรารถนาแว่นแคว้น

ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จแก่ตน

โดยไม่ชอบธรรม

บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีลมีปัญญา

ประกอบด้วยธรรม

ในหมู่มนุษย์ ชนผู้ที่ถึงฝั่งมีน้อย

ส่วนหมู่สัตว์โดยมากย่อมเลาะไปตามฝั่ง (ฝั่งคือพระนิพพาน)

ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติตามธรรมในธรรมอันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ

ชนเหล่านั้นย่อมข้ามฝั่งบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยากนั้นได้

บัณฑิตออกจากอาลัย(ความห่วงใย)แล้ว

อาศัยความไม่มีอาลัย

ละธรรมดำแล้วพึงเจริญธรรมขาว

บัณฑิตพึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้โดยยาก

ละกามทั้งหลายแล้วไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

พึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต

ชนเหล่าใดอบรมจิตด้วยดีโดยชอบ ในองค์แห่งธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้

ชนเหล่าใดไม่ยึดมั่น

ยินดีแล้วในการสละคืนความยึดมั่น

ชนเหล่านั้นมีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมมีความสงัดแห่งพระนิพพาน.

(คาถาธรรมบท บัณฑิตวรรคที่ ๖)

๏ ขุนเขาไม่สะเทือน

เพราะแรงลมฉันใด

บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหว

เพราะคำนินทาหรือสรรเสริญฉันนั้น ๛

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง..ธรรมดา

เสียงติฉินนินทา..แค่นั้น

เสียงหอนเห่าโหยหา..หมาดุ

บัณฑิตบ่ขยั้น..มุ่งหน้า มรรคากุศล

๏ ເກີດເປັນຄົນຢ່າຄ້ານ

เกิดเป็นคนอย่าคร้าน

ອົດຂົ່ມຄວາມຂົມ

อดข่มความขม

ທົນບຸບືນ

ทนบุบืน

ສັ່ງສົມກຸສົນຄ້ຳ

สั่งสมกุศลค้ำ

ຢ່າຊຸຊາຄຳເວົ້າ

อย่าซุซาคำเว้า

ນິນທາທ້ວງທັ່ງ

นินทาท้วงทั่ง

ມັ່ນໃຈໂຕດີແລ້ວ

มั่นใจโตดีแล้ว

ດຸ່ງດັ້ນ ບ່ຫວັ່ນໄຫວ ເດ້ອທ້າວ

ดุ่งดั้น บ่หวั่นไหว เด้อท้าว ๛

ญาปู่ครูบาธรรมไทเซน

(จจฺตสลฺโลภิกขุ)

๓ก.ย.๖๙

9/3 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมการใช้ชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์และความเห็นต่างจากผู้คนรอบข้างเป็นเรื่องปกติที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลายครั้งที่เราอาจรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นเหมือนเสียงเห่าของหมาดุข้างทาง ที่หากเราฟังมากเกินไปก่อให้เกิดความว้าวุ่นใจและทำให้เสียโฟกัสในการดำเนินชีวิต แต่บทความนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า เราควรเป็นเหมือนขุนเขาแข็งแรง ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมที่พัดผ่าน และเหมือนบัณฑิตที่เข้มแข็งทางจิตใจ ไม่หลงไปกับคำสรรเสริญหรือนินทา กล่าวได้ว่า การฝึกจิตใจให้มั่นคงนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นหลั่งไหลเข้ามาทุกวินาที จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อฉันได้เริ่มฝึกฝนการปล่อยวางเรื่องคำวิจารณ์ของผู้อื่น และโฟกัสไปที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ความรู้สึกเครียดก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การเข้าใจธรรมะที่กล่าวถึงในบทความนี้ช่วยให้ฉันสามารถจัดการกับความโกรธ ความไม่พอใจ และความวิตกกังวลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การเลือกคบบุคคลที่ดีมีศีลธรรม อย่างบัณฑิตตามคำสอน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตทางจิตใจ เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ล้วนมีผลต่อตัวตน การปลูกฝังคุณธรรม และจัดสภาพแวดล้อมเชิงบวก จะช่วยให้เราเดินไปบนทางที่ถูกต้องมั่นคงมากขึ้น สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การมีใจมั่นคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันสองวัน แต่เป็นการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง "ขอพรจากตัวเราเอง" เพื่อสร้างคุณความดีและระงับความโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้จิตผ่องใสและสงบสุข ดังนั้นในการเดินทางไกล หรือก้าวเดินในชีวิตใดๆ ควรเลือกที่จะไม่ใส่ใจเสียงเห่าหรือเสียงนินทา แต่เดินมุ่งหน้าไปสู่มรรคากุศล ด้วยใจที่สว่างและมั่นคง นี่คือบทเรียนและกำลังใจที่แท้จริงจากธรรมะซึ่งนำไปใช้ได้กับทุกคนในทุกสถานการณ์