ลดน้ำหนักจาก 67 สู่ 62 ด้วยการปรับอาหาร 🥬🧄 ช้าแต่ชัวร์

น้ำหนักเกือบ 68 ลดเหลือ 62 ในเวลา 2 เดือน จากการปรับการกินและมีวินัยล้วนๆ 🙌🏻 จุดเริ่มต้นของการกลับมาคุมน้ำหนักของเราอีกครั้งเพราะนนเคยแตะเกือบ 68 (เราสูงแค่ 157) ก่อนหน้านี้ทำแต่งาน พอกลับมาก็คลายเครียดโดยเน้นข้าวแบบเซ็ตใหญ่ ข้าวต้องมา แป้งต้องมี แกงต้องฉ่ำ ปิดท้ายด้วยน้ำหวานและขนม กินจุกจิกขนมห่อด้วย 🥹 นอกจากปัญหาเรื่องรูปร่างแล้วเรื่องสุขภาพตามมาเพียบ ผิวแย่ลง นอนกรน ปวดกล้ามเนื้อเพราะไม่ชอบขยับตัว และเจ็บขาจากนนตัว ส่องกระจกแล้วตกใจตัวเอง จากเคยถ่ายรูปบ่อยๆ พอน้ำหนักขึ้นแล้วไม่มั่นใจเลย

ครั้งนี้เลยตั้งใจเด็ดเดี่ยวและฮึบ มาลิสต์ของที่เราชอบกิน ซึ่งก็หนีไม่พ้นผัก ชอบทานผักมากๆ แต่ก่อนหน้าอาจจะไม่ใส่ใจเรื่องสัดส่วนการทานเลย เน้นแป้งเป็นหลัก และมันก็เป็นตัวการให้นนขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ตอนนี้เรากลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ เลือกทานของที่ชอบแต่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เน้นที่เราสบายใจ ไม่ฝืนตัวเอง

กิจวัตรที่ทำประจำ

💚 เช้า ดื่มกาแฟอเมริกาโน่ + กล้วยหอม

💚 กลางวัน โลคาร์บเน้นโปรตีน + ผัก

💚 เย็น โปรตีน+ผัก หรือกล้วยหอม

💚 ออกกำลังกาย 30 นาที/วัน

💚 ขยับตัวให้ได้วันละ 250 แคล

💚 ก่อนนอน โยเกิร์ตไขมันต่ำ

💚 งดน้ำตาล ของหวาน นานๆ ได้

💚 ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร

ตอนนี้ที่เราทำอย่างสม่ำเสมอผ่านมา 2 เดือนแล้ว นนจาก 67 สู่ 62 โล ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เราอยากให้มันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและทำให้ได้ตลอด 💪🏻✨ ใครชอบก็เอาไอเดียเมนูเราไปทำตามได้เลย

👊🏻 เป้าหมายของเราจะกลับไป 50 เหมือนเดิมให้ได้

#ฟิตหุ่นสงกรานต์ #อาหารสุขภาพ #เราจะผอมไปด้วยกัน #เมนูลดน้ําหนัก #ประสบการณ์ลดนํ้าหนัก

3/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ได้ปรับเปลี่ยนอาหารและการออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกอาหารที่เน้นโปรตีนคุณภาพสูงและไฟเบอร์จากผักที่หลากหลาย เช่น ไข่ขาวม้วนผัก อกไก่ผัดผัก หรือผักย่างเครื่องเคียงช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน คุมแคลอรีได้ดีโดยไม่รู้สึกอดอาหารมากเกินไป นอกจากนี้การบริโภคผักต้มและผักสด เช่น ปวยเล้ง ผักคอส พร้อมกับน้ำสลัดที่น้อยน้ำตาลหรือไขมัน ยังช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้นและส่งเสริมสุขภาพผิวซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการอดอาหารแบบเข้มงวด เรื่องการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเข้มข้นเสมอไป เลือกกิจกรรมที่ชอบและสามารถทำอย่างต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือออกกำลังกายที่มีแรงต้านเล็กน้อย อย่างประมาณ 30 นาทีต่อวัน จะช่วยเร่งการเผาผลาญและลดไขมันได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งสำคัญอีกอย่างคือวินัยการดื่มน้ำ 2-3 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียและลดความอยากอาหารหวานได้ ส่วนการงดน้ำตาลและของหวานเป็นช่วงเวลานาน ๆ จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงการหิวโหยกะทันหัน จากที่ได้ลองทำตามขั้นตอนนี้จริง ๆ พบว่าการลดน้ำหนักเป็นเรื่องของการสร้างนิสัยกินอาหารที่ดีพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม มากกว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วแล้วกลับมาโยโย่ในภายหลัง ใครที่อยากลดน้ำหนักให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน ลองนำเมนูและไลฟ์สไตล์นี้ไปปรับใช้ดูนะคะ จะเห็นผลชัดเจนและรู้สึกดีขึ้นทั้งรูปร่างและสุขภาพภายใน