Automatically translated.View original post

Know this for a long time....🥩🍤🍗 collect meat for free.

1/4 Edited to

... Read moreหลายคนถามว่า “ถุงพลาสติกแช่ช่องฟรีซ” หรือ “ถุงใส่เนื้อสัตว์” ควรเลือกแบบไหนและใช้ยังไงให้คุ้มสุด เราลองทำตามวิธีแบ่งเป็นมื้อๆ แล้วห่อพลาสติกใส/แผ่นซีนใส จากนั้นค่อยจัดเรียงลงตะกร้าทรงยาวในช่องฟรีซ บอกเลยว่าช่วยให้ตู้ดูโล่งและหยิบง่ายขึ้นมาก 1) เลือกถุงให้เหมาะกับช่องฟรีซ - เลือกถุงที่ระบุว่าใช้แช่แข็งได้ (freezer bag) หรือถุงพลาสติกหนาพอสมควร จะช่วยลดปัญหาถุงกรอบแตกและลดกลิ่นเล็ดลอด - ถ้าใช้ถุงใส่เนื้อสัตว์แบบทั่วไป แนะนำซ้อน 2 ชั้นหรือห่อด้วยแผ่นซีนใสก่อนอีกที โดยเฉพาะเนื้อที่มีกระดูก/กุ้งที่มีเปลือกแหลมๆ 2) แบ่งเป็น “ต่อมื้อ” ก่อนแช่ ช่วยลดน้ำแข็งเกาะ วิธีที่เวิร์กคือชั่ง/กะปริมาณที่ใช้จริง เช่น หมูสไลด์ 200–300 กรัมต่อมื้อ หรือไก่สำหรับผัด 1 จาน แล้วค่อยแพ็คเป็นแผ่นบางๆ (กดให้แบน) พอแช่แล้วจะละลายเร็ว ไม่ต้องงัดทั้งก้อน และประหยัดพื้นที่มาก 3) ไล่อากาศก่อนปิดปากถุง ลดฟรีซเบิร์น เคล็ดลับง่ายๆ คือพับถุงให้เนื้อเป็นแผ่น แล้วค่อยๆ รีดอากาศออกก่อนปิด หรือใช้หลอดดูดช่วยไล่อากาศแบบบ้านๆ ก็ได้ อากาศน้อยลง = น้ำแข็งเกาะน้อยลง เนื้อไม่แห้งเป็นขุย 4) ติดฉลากให้ครบ หยิบใช้ไม่งง เราเขียน “ชนิดเนื้อ + วันที่แช่ + ปริมาณ/มื้อ” แปะไว้หน้าถุง แล้วเรียงตั้งในตะกร้าสีขาวทรงยาว แยกหมวด เช่น หมู/ไก่/เนื้อวัว/กุ้ง/เนื้อบด เวลาอยากทำกับข้าวคือดึงตะกร้าขึ้นมาเลือกได้ทันที 5) จัดเรียงในตะกร้าทรงยาวให้เป็นระบบ - เรียงถุงแบบตั้งแฟ้ม (แนวตั้ง) จะเห็นทุกถุง ไม่ต้องรื้อ - ของที่ใช้บ่อยวางด้านหน้า ของสำรองวางด้านหลัง - ถ้ามีอาหารแปรรูปหรือเนื้อบด ให้แยกตะกร้าอีกใบ ลดกลิ่นปนกันและสะอาดตา 6) ละลายอย่างปลอดภัย (แถมช่วยรักษาความสด) ถ้าถุงเป็นแผ่นบางๆ จะย้ายจากฟรีซลงช่องธรรมดาค้างคืนได้ง่าย หรือแช่น้ำเย็นทั้งถุง (ปิดสนิท) ก็เร็วขึ้น ไม่แนะนำวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานๆ ทำตามนี้แล้วช่องฟรีซจะเป็นระเบียบมากขึ้นจริง ประหยัดที่ แถมลดปัญหาหาถุงใส่เนื้อสัตว์ไม่เจอด้วย ใครมีทริคเรื่องถุงพลาสติกแช่ช่องฟรีซแบบที่ใช้แล้วเวิร์ก มาแชร์กันได้เลยนะ