🚨 ลุยปราบนอมินีอันดามัน เฟส 3
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่ ภูเก็ต–พังงา–กระบี่ ตรวจพบบริษัทนอมินีรวม 28 บริษัท ออกหมายจับ 58 หมาย จับกุมผู้ต้องหาได้ 55 ราย พร้อมตรวจสอบการถือครองที่ดินและทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,058 ล้านบาท (20 มิ.ย.69)
📍 ภูเก็ต จับกุม 10 ราย (อิสราเอล/ฝรั่งเศส/รัสเซีย/เนเธอแลนด์/ไทย)
📍 พังงา จับกุม 6 ราย (ต่างชาติอังกฤษ 1คน)
📍 กระบี่ จับกุม 39 ราย ( อิสราเอล/โปแลนด์/สวิสเซอร์แลน/แอฟริกาใต้/ไทย)
เจ้าหน้าที่ยืนยันเดินหน้าขยายผลเอาผิดขบวนการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ และการถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ.
รายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเม้นท์⏬️
*ข้อมูลบางส่วนมาจาก AI
จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามข่าวการปราบปรามเครือข่ายนอมินีในพื้นที่อันดามัน ผมเห็นได้ชัดว่าการปราบปรามนี้ไม่ใช่แค่การจับกุมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของพื้นที่แถบนี้อย่างแท้จริง ข้อมูลที่ได้จากการกวาดล้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามีบริษัทที่ใช้โครงสร้างนอมินีในภูเก็ต พังงา และกระบี่รวมถึง 28 บริษัท และพบการถือครองที่ดินรวมกันกว่า 42 แปลง ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงมากกว่า 1,058 ล้านบาท การตรวจสอบที่ดินและทรัพย์สินเหล่านี้เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของชาวต่างชาติอย่างไม่ถูกต้อง สิ่งที่น่าสนใจคือการกระจายของผู้ต้องหาและสัญชาติที่หลากหลาย เช่น ชาวอิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย เนเธอแลนด์ อังกฤษ โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และแอฟริกาใต้ ทำให้เห็นว่าครอบคลุมหลายประเทศซึ่งเป็นการทำงานข้ามชาติที่ซับซ้อน ในฐานะที่ผมได้ติดตามกระบวนการนี้มาอย่างใกล้ชิด เห็นได้ชัดว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานตำรวจและหน่วยงานตรวจสอบต่าง ๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินคดี นอกจากจับกุมตัวบุคคลแล้ว ยังมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ดำเนินคดีได้อย่างเข้มงวดและเป็นธรรม สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่หรือสนใจติดตามข่าวสาร การเข้าใจว่าการถือครองที่ดินโดยมิชอบและการใช้บุคคลนอมินีถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการป้องกันและแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายนี้ ผมอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต เพราะหากถูกตรวจสอบและพบข้อผิดพลาด อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งในด้านชื่อเสียงและการดำเนินธุรกิจได้อย่างมากมาย
