ในชีวิตประจำวันหลายคนอาจรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมบางครั้งยังไม่สามารถพาใจไปสู่ความสงบที่แท้จริงได้ แม้จะทำบุญหรือนั่งสมาธิมาเป็นเวลานาน เพราะเส้นแบ่งระหว่างโลกิยะ (โลกแห่งความทุกข์และวัฏจักร) กับโลกุตระ (โลกแห่งการหลุดพ้นและนิพพาน) นั้นบางและบางครั้งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จากประสบการณ์ส่วนตัว การเริ่มตื่นรู้หรือเข้าสู่โลกุตระไม่จำเป็นต้องเกิดจากเหตุการณ์อลังการ แต่เริ่มขึ้นในขณะที่เราตั้งคำถามกับชีวิต เช่น ทำไมเรายังรู้สึกไม่สงบทั้งที่ทำบุญหรือปฏิบัติธรรมมามาก หรือเมื่อเราประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ใจเริ่มเลิกไขว่คว้าหรือยึดติดกับสิ่งต่างๆ ในพระไตรปิฎกมีคำสอนที่อธิบายถึงสัญญาณแห่งการตื่น คือ ช่วงเวลาที่จิตเริ่มตั้งคำถามถึงความหมายของความทุกข์และการเกิด การเข้าใจว่าอนัตตา หรือความไม่มีตัวตนนั้นคือสัจธรรมที่แท้จริงช่วยให้จิตค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น การเดินทางเข้าสู่โลกุตระไม่ได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งโลกภายนอกทั้งหมด หรือทำตามกฎเกณฑ์ของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัดเท่านั้น แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจที่เริ่มเห็นความจริงของธรรมชาติและชีวิตอย่างชัดเจนขึ้น ในการปฏิบัติธรรมของผม พบว่าความสงบที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อใจสามารถยอมรับทุกข์และความไม่แน่นอนได้อย่างไม่ยึดติด นอกจากนี้ การทำสมาธิซ้ำๆ และการทบทวนความหมายของชีวิตในแต่ละวันช่วยให้รู้สึกว่ากำลังเดินเข้าใกล้โลกุตระมากขึ้น เหมือนมีเข็มทิศที่คอยชี้ทางในเขาวงกตแห่งชีวิต สุดท้าย ทุกคนสามารถเริ่มก้าวเข้าสู่โลกุตระได้ด้วยการตั้งคำถามสำคัญต่อใจและไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าภายในตัวเอง เพราะตรงนั้นคือประตูสู่ความหลุดพ้นและนิพพานที่แท้จริง
5/6 แก้ไขเป็น