ใครจะเป็นเศรษฐี
เมื่อศักดิ์ศรีความเป็นคนของคุณ ถูกตีราคาต่ำกว่าขอทาน
ในคืนหมาหอน วินาทีที่ธนบัตรสีเทาถูกยัดใส่มือ ความรู้สึกแรกมักไม่ใช่ความอัปยศ แต่คือความดีใจ
ลาภลอย
เงินฟรี
ใครให้ก็รับไว้ ไม่เห็นเป็นไร
คุณกำเงินหนึ่งพันบาทนั้นไว้แน่น รีบเอาไปซื้อข้าว จ่ายค่าหวย เติมน้ำมัน พร้อมปลอบใจตัวเองว่าคุ้มแล้ว แค่เดินเข้าคูหาไปกาเบอร์ที่เขาบอก
แต่คุ้มจริงหรือไม่
ผมขอให้คุณวางเงินนั้นลง แล้วหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมา
เราจะคิดบัญชีกันแบบไม่ปรานี ยิบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
เพื่อให้เห็นชัดๆ ว่าความฉิบหายที่แท้จริง มีตัวเลขหน้าตาอย่างไร
1.สมการราคาคน The Valuation of a Soul
สมมติราคากลางในพื้นที่ของคุณ คือหนึ่งพันบาทต่อหนึ่งเสียง
เมื่อคุณกาบัตรให้เขา เขาได้อำนาจบริหารประเทศหรือท้องถิ่น เป็นเวลา 4 ปี
4 ปี เท่ากับ 1,460 วัน
หนึ่งพันบาท หารด้วย 1,460 วัน
ผลลัพธ์คือ 0.68 บาทต่อวัน
อ่านช้าๆ ให้ชัด
หกสิบแปดสตางค์ต่อวัน
นี่คือราคาที่เขาประเมินคุณ
ไม่ใช่ประชาชน
ไม่ใช่เจ้าของประเทศ
แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมูลค่าไม่ถึงหนึ่งบาทต่อวัน
2. หกสิบแปดสตางค์ ซื้ออะไรได้บ้า ง
ลองมองรอบตัวในปี พ.ศ. 2569 แล้วตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์
เดินไปหย่อนเหรียญให้ขอทาน
หนึ่งบาทยังน้อยไป ทุกวันนี้ให้กันห้าบาทสิบบาท
แปลว่า คุณยอมรับค่าตัวต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำของขอทานต่อมื้อ
เดินเข้าเซเว่น
ลูกอมเม็ดละบาท ยังซื้อไม่ได้
ชงนมให้ลูก
ค่านม ค่าแก๊ส ค่าไฟ
หกสิบแปดสตางค์ อาจไม่พอแม้แต่จะบิดลูกบิดเตา
ขี่มอเตอร์ไซค์
น้ำมันไม่กี่หยดที่หัวจ่าย ราคาก็เกินไปแล้ว
แล้วคุณกำลังดีใจกับเงินหนึ่งพันบาท
เพื่อแลกกับการให้ใครบางคนเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำประเทศสี่ปีเต็ม
คุณขายอนาคต
ขายสิทธิ์ในการเรียกร้อง
ขายศักดิ์ศรีของตัวเอง
ในราคาถูกกว่าขยะรีไซเคิล
3. การลงทุนที่อำมหิต The Vicious ROI
บางคนบอก รับเงินแล้วกาเบอร์อื่นสิ
บางคนบอก ไม่รับเขาก็โกงอยู่ดี
ข้ออ้างพวกนี้ ฟังดูฉลาด
แต่ลึกๆ มันคือการยอมแพ้
นักการเมืองที่ควักเงินสิบล้าน ร้อยล้าน มาหว่านในคืนหมาหอน
ไม่ใช่นักบุญ
เขาคือนักลงทุน
ในโลกธุรกิจ ไม่มีใครลงทุนโดยไม่หวังผลตอบแทน
เมื่อเขาจ่ายให้คุณวันละหกสิบแปดสตางค์
เขาหวังจะเข้าไปเอาคืนวันละกี่แสน กี่ล้าน
งบประมาณแผ่นดินปีละราว 3.3 ล้านล้านบาท
สี่ปี คือเงินกว่า 13 ล้านล้านบาท
หนึ่งพันบาทของคุณ
คือกุญแจที่เปิดประตูบ้าน
ให้โจรเข้าไปโกยสมบัติทั้งหมด
ถนนที่พังในสามเดือน
เสาไฟประหลาดที่ไม่มีใครต้องการ
ทริปดูงานต่างประเทศหรูหรา
เงินที่หายไป
คือข้าวกลางวันของลูกคุณ
คือเครื่องมือแพทย์ที่ควรอยู่ในโรงพยาบาลใกล้บ้าน
คือรถสาธารณะที่ควรพาคุณไปทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี
หนึ่งพันบาทวันนี้
คือเงินมัดจำของความพังพินาศ
และในสี่ปีข้างหน้า
คุณจะจ่ายคืนด้วย
ลูกหลานที่ต้องเรียนในโรงเรียนห่วย
พ่อแม่ที่รอคิวโรงพยาบาลตั้งแต่ตีสี่ ได้ยาพารากลับบ้าน
ชีวิตของคุณที่ต้องทนรถติด น้ำท่วม เศรษฐกิจพัง
เลิกเป็นของราคาถูก
เงินหนึ่งพันบาทนั้น ไม่ใช่ความช่วยเหลือ
ไม่ใช่น้ำใจ
แต่มันคือยาพิษเคลือบน้ำตาล
มันคือสัญญาซื้อขายทาส
ที่ระบุชัดว่า คุณยกอำนาจอธิปไตยของตัวเอง
ในราคา หกสิบแปดสตางค์ต่อวัน
ถามใจตัวเองให้ลึกที่สุด
ชีวิตที่คุณสู้มา
ความเหนื่อยที่คุณแบ กไว้
อนาคตของลูกที่คุณรัก
มันมีค่าแค่นั้นจริงหรือ
ถ้าคำตอบคือไม่
8 กุมภาพันธ์นี้
อย่าให้ใครมาดูถูกคุณด้วยเศษเงิน
เดินเข้าคูหาด้วยศักดิ์ศรีของคนที่รู้คุณค่าตัวเอง
และใช้ปลายปากกา
จัดการนักกินเมืองให้สิ้นฤทธิ์ในคูหาเลือกตั้ง
เพราะคุณคือเจ้านาย
ไม่ใช่สินค้า

























ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม