6/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหมายเหตุเล็ก ๆ: หลายคนที่เข้ามาอ่านอาจกำลังค้นหาเรื่อง “ยา B5 คือยาอะไร / b5 ยา” เลยขอแชร์จากประสบการณ์ส่วนตัวแบบคนผิวพังที่เคยงงเหมือนกันนะคะ (ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์) B5 ที่คนพูดถึงบ่อย ๆ มี 2 ความหมาย 1) วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) แบบ “อาหารเสริม” ที่บางคนกินเพราะหวังช่วยเรื่องผิวมัน/สิว แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละคนมาก และหลักฐานไม่ได้ชัดว่าเหมาะกับทุกคน 2) “เดกซ์แพนทีนอล (Dexpanthenol)” ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามิน B5 ที่เจอบ่อยในสกินแคร์/ยาทาผิว ช่วยเรื่องปลอบประโลมและฟื้นบาเรียร์ ทำให้ผิวดูชุ่มชื้นขึ้นและระคายเคืองน้อยลง ถ้าเป้าหมายคือ “ผิวพัง แต่งหน้าไม่ติด” แบบที่เราเจอ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าโฟกัสที่การซ่อมเกราะผิวด้วยมอยส์เจอร์/ครีมปลอบผิวจะเห็นภาพชัดกว่า ซึ่ง Dr.G R.E.D Blemish Clear Soothing Cream ที่เราพูดถึงในโพสต์นี้เป็นแนวปลอบผิว เนื้อครีมให้ความชุ่มชื้นยาว ๆ และมีคอนเซ็ปต์ 10 CICA (กลุ่มสารสกัดใบบัวบก) เลยเหมาะกับช่วงผิวแดง ๆ ง่าย วิธีที่เราปรับแล้วเมคอัพติดขึ้น (ทำตามได้ง่าย) - ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยน งดสครับ/กรดแรงช่วงผิวพัง - ลงสกินแคร์ให้น้อยชิ้นแต่เน้นชุ่มชื้น: โทนเนอร์บาง ๆ (ถ้ามี) + มอยส์ Dr.G - ทามอยส์แบบ “กด-แปะ” โดยเน้นโซนลอก/แดง แล้วรอเซ็ต 5–10 นาทีค่อยแต่งหน้า - ตอนแต่งหน้า ถ้าผิวลอกง่ายให้เปลี่ยนจากการถู/ลาก เป็นการกดด้วยพัฟหรือฟองน้ำ (ห้ามถูแรง) ข้อควรระวังเกี่ยวกับ “ยา B5” - ถ้าเป็น “อาหารเสริม B5” อย่ากินตามกระแส โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัว/ตั้งครรภ์/ให้นม ควรถามเภสัชหรือแพทย์ก่อน - ถ้าเป็น “ยาทาหรือครีมที่มีเดกซ์แพนทีนอล” โดยมากจะอ่อนโยน แต่ถ้าทาแล้วแสบ/ผื่นขึ้นให้หยุดและสังเกตอาการ สรุปสั้น ๆ จากคนเคยผิวพัง: ถ้าเป้าหมายคือกู้ผิวให้แต่งหน้าติด ให้เริ่มจากการปลอบผิว + เพิ่มความชุ่มชื้นแบบจริงจัง (มอยส์ที่เหมาะกับผิวเรา) แล้วค่อยกลับไปใช้แอคทีฟแรง ๆ ทีหลัง ผิวจะฟื้นไวและเมคอัพเนียนขึ้นมากค่ะ

ค้นหา ·
รีวิวมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนหลัง