Figma เพิ่ง update plan ไป แล้วเราจะต้องจ่ายเงินเพิ่มไหม?

แล้ว plan ไหนที่เหมาะสำหรับทีมเราบ้างนะ

.

มาหาคำตอบกันกับ live session “Right Figma Plan, Right Team: Figma Tier ไหนที่ใช่สำหรับทีมคุณ? มาหาคำตอบด้วยกัน” ของ Friends of Figma, Bangkok กับคุณโฟล์ค Tanon Techanithijinda Design Advocate จาก Tangunsoft เป็นบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายขาย plan Figma หนึ่งเดียวในไทย

.

⭐ ทำไม Figma ต้องมี plan? แล้ว seat คืออะไร?

ปกติเราซื้อ plan จากอะไร? จากจำนวน designer? แล้วถ้าทีมขยายเราจะซื้อ plan หรือ seat แบบไหนดีล่ะ?

หลาย ๆ องค์กรเข้าใจผิดว่าซื้อให้ designer ให้เป็น seat และ gap ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เช่น designer 3 dev 4 po 10 ซื้อ full seat อาจจะไม่เหมาะสมกับแต่ละคน

Figma เป็น platform สร้าง UI/UX และพัฒนา feature เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ และมีวัตถุประสงค์การใช้งานของตัวเอง เช่น Dev Mode, FigJam, Figma Slides ตอบโจทย์กับคนอื่น ๆ ในทีม

นอกจากเป็น tool ฝั่ง designer แล้ว ยังเป็น collabration tool ทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบในการสร้าง product 1 ชิ้น ใช้ Figma ตาม objective และ responsivity ได้

- Designer: ใช้ในการทำ UI, prototype, component และอื่น ๆ

- Developer: เข้ามา inspect ดูเพื่อทำหน้าบ้าน อีกทั้งเป็นการส่งต่องานจาก designer ไปยัง developer ได้ seamless มาขึ้น รวมถึงใช้ MCP เพื่อ gen code ด้วย

- Product/PM: align scope, review, comment, share ไป stakeholder คนอื่น ๆ

- Stakeholder: เข้ามา review และอยู่ในกระบวนการทั้งหมด

การที่เราจะเลือก plan อาจจะไม่ตอบโจทย์ในตอนนี้ การซื้อ ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งาน กับหน้าที่ เน้นให้ซื้อไปตาม seat เช่น Full seat, Dev seat, Collab Seat เหมาะสำหรับ PO ไม่ได้เข้าไปแก้ไข UI แก้โค้ด ใช้แค่ Figma Slides, FigJam

.

⭐ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ plan และ seat

📝 Plan เป็นระดับความสามารถของ team / organization และรูปแบบการจัดการโดยรวม มี 4 plan คือ

- Starter: เหมาะกับคนทั่วไป คนที่เพิ่งเริ่มใช้ ใช้งานคนเดียว แชร์ให้เห็นภาพและ concept เป็น plan เดียวที่ใช้ฟรี - ถ้าใช้ส่วนตัวไม่ติดอะไร ส่วน freelance มีข้อควรระวัง

- Professional: เริ่มมีการทำงานร่วมกับทีม พัฒนาให้เป็น product และทีมมากขึ้น - 1 ทีม คนไม่เยอะมาก หรือ outsource งานให้คนอื่นทำ

- Organization: มีความต้องการใช้งานหลายทีมมากขึ้น และใช้งานกับทีมอื่น ๆ ในองค์กรตัวเอง จัดการ design system และ admin ต่าง ๆ มากขึ้น อีกทั้งมีหลายทีม ไม่อยากให้ทีมอื่นเห็นของทีมเรา และ manage library จากตรงกลางได้มากขึ้น แยกทีมตาม product ได้

- Enterprise: สำหรับองค์กรใหญ่ ๆ ที่ต้องการ security มากขึ้น มี backend เยอะมาก มีเรื่อง setting permission ต่าง ๆ และเรื่องจำกัด domain ด้วย เช่น พวกธนาคาร

🪑 Seat คือ permission การใช้งานในแต่ละ user ตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ จะมี 4 แบบ คือ

- Full Seat: เข้าถึง product ทั้งหมดของ Figma ในการ design มี Figma Design, Figma Make, Figma Draw, Figma Sites, Dev Mode, FigJam, Figma Slides, Figma Buzz

- Dev Seat: เหลือ Dev Mode, Figma Slides, FigJam เอาไว้แพลนงาน

- Collab Seat: เหมาะกับคนทำ product squat มีหน้าที่ทำ planing เอกสาร การ design flow เหลือ Figma Slides, FigJam

- view: เข้ามาดูได้ แต่ edit อะไรไม่ได้เลย comment ได้อย่างเดียว เป็นอันเดียวที่ฟรี

ปล. ตัว Figma Sites กับ Figma Buzz เป็น beta นะ เท่าที่อ่านในเว็บมา

.

⭐ ราคาล่ะ

พี่แบงค์บอกว่า อย่างน้อยถูกกว่า Adobe 🤣

ในหน้าเว็บเราก็ต้องเลือก plan ก่อน แล้วค่อยมาจัดการ seat เนอะ

ซึ่ง plan organization กับ enterprise เก็บรายปีอย่างเดียว

ดังนั้นราคาที่จ่ายจะตามจำนวน seat ที่ใช้ในแต่ละ plan

- Professional: Full seat $16/เดือน, Dev seat $12/เดือน, Collab seat $3/เดือน

- Organization: Full seat $55/เดือน, Dev seat $25/เดือน, Collab seat $5/เดือน

- Enterprise: Full seat $90/เดือน, Dev seat $35/เดือน, Collab seat $5/เดือน

แล้วก็มีเรื่อง AI credit มาด้วย ซึ่งแต่ละ seat ในแต่ละ plan จะได้แตกต่างกัน ซึ่งช่วยทำงานได้ดีในระดับนึง แต่ก่อนมีการจำกัด พอเกินไม่มีการเก็บเงิน ให้ใช้ฟรีไปก่อน ในเดือนที่แล้วเพิ่งเปลี่ยน ใช้เกินต้องซื้อเพิ่ม เครดิตหมดซื้อเพิ่มได้ต่อ seat หรือจะเป็น additional credit เป็น pool กลางของทีม ใช้ร่วมกันได้

รูปแบบการ add-on ของ organize กับ enterprise เป็น subscription กับ pay-as-you-go ที่เราเปิดปิดได้ โดย default มาปิดอยู่ และจำกัดวงเงินต่อเดือนได้

และข่าวดี starter ลองใช้ MCP support กับข้างนอกได้นะ เผื่ออยากลองทำอะไร

.

❓ตกลงแล้ว plan ที่ใช้อยู่ โอเคกับเรา โอเคกับทีมไหม

starter ฟรี ที่เหลือไม่ฟรี ขึ้นกับ seat ที่เราซื้อ แล้วแต่ละ plan เหมาะกับใครบ้าง?

- freelance ลูกค้าต้องการหน้าจอไม่เยอะ และไม่มีความซับซ้อนได้ starter ยังไหว แต่ถ้าทำจริงจังมากขึ้นแนะนำเป็น professional เพราะ feature ถูกจำกัดน้อยลง

- แล้ว moment ไหนที่ต้องไป professional แล้ว? hand-off งานยากขึ้น เพราะเครดิตจำกัด และใช้ effort เยอะในการ transfer งาน รวมถึงการจัดการไฟล์ ไฟล์จะอยู่ใน draft ถ้า pro มีทีม มี project จัดการไฟล์ในแต่ละ folder ได้ หรือตอนที่ 1 file เริ่มไม่ได้แล้ว ต้องมี file design หลายอัน รวมถึงเรื่อง design system ในการ manage library ด้วย

- แล้ว moment ไหนจาก professional ไป organize? limit feature ไม่พอใช้ และ manage file, team, library ของเรามากขึ้น

- organize เริ่มมีหลายทีม มี document ทำให้ consistency ลดลง ถ้าองค์กรมีการจัดการส่วนกลาง ถูกทำ และ setting โดยอัตโนมัติ เช่น คนลาออก ถูก unsigned ออกไป คนมาใหม่ถูก grant permission เข้าไปโดยอัตโนมัติด้วย email domain

- การ manage file professional สร้างเป็นทีมตาม project และมีไฟล์ ส่วน enterprise มีเป็น folder และ file แตก branch ได้

- และสามารถแตก branch และ merge กลับได้ มี review ก่อน merge กลับ จัดการได้ทั้งหมด ซึ่งต้องเป็น organization ขึ้นไป

- ใน organization มีได้หลายทีม ในแต่ละทีมมีได้หลาย folder ใน folder มีได้หลายไฟล์ และแต่ละไฟล์มีได้หลาย branch

- control การเข้าถึง library ได้ สำหรับ organization

ทั้งหมดจะประมาณนี้แหละเนอะ

#รวมเรื่องไอที #แชร์ทริคไอที #โพสต์รับซัมเมอร์ #ป้ายยากับlemon8 #Lemon8ฮาวทู

4/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครเสิร์ชชื่อ “Tanon Techanithijinda” แล้วอยากรู้ว่าเกี่ยวกับอะไรกับ Figma—จากที่ตามไลฟ์/สรุปงานของ Friends of Figma Bangkok มา คุณโฟล์ค Tanon Techanithijinda เป็นสาย Design Advocate ที่เล่าเรื่องการเลือก Figma Plan และการจัด “Seat” ให้เหมาะกับบทบาทในทีมแบบเข้าใจง่ายมาก ๆ (ไม่ใช่แค่พูดราคา แต่ชี้ให้เห็นกับดักที่หลายทีมเผลอซื้อแพงเกินจำเป็น) สิ่งที่ผมชอบคือการย้ำว่า “Plan” กับ “Seat” คนละเรื่องกัน: Plan คือระดับความสามารถ/การจัดการของทีม (Starter/Professional/Organization/Enterprise) แต่ Seat คือสิทธิ์ของผู้ใช้แต่ละคน (Full/Dev/Collab/View) ซึ่งพอ Figma มีของอย่าง Dev Mode, FigJam, Figma Slides และมี AI credits เข้ามา ยิ่งทำให้การแจก seat ตาม “ตำแหน่งงาน” สำคัญกว่าแจกตาม “ใครเข้ามาใช้งานบ้างก็ให้ Full หมด” ทริคที่เอาไปใช้ได้จริง (อิงจากแนวคิดที่คุณโฟล์คอธิบาย) คือเริ่มจากไล่บทบาทในทีมก่อน แล้วค่อยเลือก seat: - Designer ที่ต้องสร้าง UI/Prototype/Component จริง ๆ ค่อยเป็น Full seat - Developer ที่เข้ามา inspect/ดู spec/ใช้ Dev Mode เป็นหลัก มักพอที่ Dev seat - PO/PM/Stakeholder ที่ต้องร่วมประชุม วางแผน คอมเมนต์ ดู flow มักพอที่ Collab seat หรือ View (ถ้าดู/คอมเมนต์อย่างเดียว) อีกจุดที่คนพลาดบ่อยคือ “คิดว่าเพิ่มคน = ต้องเพิ่ม Full seat” ทั้งที่จริง ๆ การเพิ่มทีมมักเพิ่มคนที่รีวิว/คอมเมนต์/วางแผนเยอะกว่าคนออกแบบ ทำให้การผสม Dev seat + Collab seat ช่วยลดงบรวมได้มาก โดยเฉพาะทีมที่มี dev/pm เยอะกว่า designer เรื่อง AI credits ผมแนะนำให้เช็กนโยบายของทีมก่อนเลยว่า: 1) จะให้แต่ละคนใช้เครดิตของตัวเองตาม seat หรือ 2) จะซื้อ additional credit เป็นกองกลาง (pool) แล้วกำหนดเพดานการใช้ต่อเดือน เพราะถ้าเปิดแบบ pay-as-you-go แล้วไม่มีเพดาน วงบอาจบานโดยไม่รู้ตัว (ยิ่งช่วงเร่งงาน) สุดท้าย ถ้าอ่าน/ฟังชื่อ Tanon Techanithijinda แล้วสิ่งที่อยากได้คือ “แนวทางเลือกแพ็กให้เหมาะ” ผมว่าคำตอบคือกลับไปดู workflow ของทีม: ต้องการแค่ส่งมอบงาน (hand-off) หรือเริ่มมีหลายทีม หลายโปรดักต์ ต้องแยกสิทธิ์/จัดการ library/branch/permission จริงจัง ถึงค่อยขยับจาก Professional ไป Organization/Enterprise จะคุ้มกว่า และไม่ต้องจ่ายเต็มทุกคนตั้งแต่วันแรก