5/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครกำลังค้นหา “maybelline candy” แล้วลังเลว่าจะเริ่มจากสีไหนดี เราลองรวมทริคเลือกสีและวิธีใช้จาก Candy Collection (New York Candy Bar) ให้แบบอ่านจบแล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ โดยคอลนี้จะให้ฟีลขนมๆ หวานๆ มีทั้งสายฉ่ำอย่าง Lifter Gloss และสายติดทนอย่าง Vinyl Ink 1) Lifter Gloss (โทน Bubblegum / Sweetheart) ลิปกลอสตัวนี้เด่นตรงความฉ่ำวาวและปากดูอิ่มฟู ทาเดี่ยวๆ ได้ลุคใสๆ เหมือนทาลิปบำรุงแต่สวยขึ้น หรือจะทาทับลิปสีแมตต์ก็ช่วยให้ปากดูชุ่มและลดความตกร่องได้ดี เหมาะกับวันรีบๆ หรือวันที่อยากแต่งหน้าเบาๆ ทริคที่เราชอบ: แตะกลอสแค่ “กลางปาก” แล้วเม้มเบาๆ จะได้ปากดูอวบโดยไม่เหนียวเกิน และถ้าอยากให้ติดทนขึ้นให้ซับทิชชู่ 1 ครั้งแล้วค่อยแตะรอบสองค่ะ 2) Vinyl Ink (โทน #215 OFFBEAT / #280 ENIGMA) ถ้าอยากได้แบบติดทนจริงจัง แนะนำฝั่ง Vinyl Ink เพราะฟินิชจะเงาแบบไวนิล แต่ให้ความแน่นของสีมากกว่า ทาแล้วควรรอให้เซ็ตตัวนิดนึง ไม่งั้นจะรู้สึกเหนอะช่วงแรก วิธีใช้ให้สวยและไม่เป็นคราบ: เขย่าหลอดก่อนทา แล้วทาบางๆ 1 เลเยอร์พอ จากนั้นอ้าปากให้ลมโดน 20–30 วินาที (อย่าเม้มปากทันที) พอเซ็ตแล้วจะติดทนขึ้นมาก กินน้ำได้สบาย แต่ถ้ากินของมันๆ อาจมีหลุดตรงกลางปากเล็กน้อย แนะนำพกกลอสโทนใกล้ๆ ไว้เติมกลางปาก จะเนียนมากค่ะ 3) เลือกสีโทน “Candy” ให้เข้าผิว - ผิวขาว/อมชมพู: โทน Bubblegum หรือ Whimsy จะขึ้นมาก ให้ลุคหวานคิ้วท์ - ผิวกลาง: Peach Ring คือสีที่หยิบใช้ง่ายสุด ช่วยให้หน้าดูสดใส - ผิวสองสี: โทนเข้มหน่อยอย่าง OFFBEAT หรือ ENIGMA จะทำให้หน้าดูคมและดูแพงขึ้น 4) จับคู่ 2 เนื้อให้ปากสวยที่สุด วันไหนอยากได้ทั้งความติดทนและความฉ่ำ เราชอบทา Vinyl Ink เป็นเบสก่อน แล้วตามด้วย Lifter Gloss โทน Taffy หรือ Bubblegum เฉพาะด้านในปาก จะได้ลุค “candy lips” ที่ดูสุขภาพดีและยังถ่ายรูปขึ้นกล้องมากๆ หวังว่าทริคเล็กๆ นี้จะช่วยให้เลือก Maybelline Candy Collection ได้ง่ายขึ้น ใครเล็งสีไหนอยู่ลองบอกโทนผิว/ลุคที่ชอบ เดี๋ยวเราช่วยไกด์โทนที่เข้ากันได้ค่ะ