👀 #รองพื้นเดอะซีรีส์ เปิดด้วย 3 แบรนด์ Hermes / Armani / Estee Lauder ดู เนื้อ/สี/ฟินนิช กันชัดๆ
📍ใครมีคำถามหรืออยากดูแบรนด์ไหนต่อ กดติดตามและเม้นไว้ได้เลย
#คุณแม่สายบิวตี้ #hermesfoundation #armanifoundation #esteelauderdoublewear
หลายคนถามว่า “รองพื้น Hermès ดีไหม” และคุ้มกับราคาหรือเปล่า—ส่วนตัวมองว่าถ้าชอบงานผิวที่ดูเนี้ยบแบบลักชู และอยากได้รองพื้นที่เนื้อแน่นแต่ยังดูแพงๆ Hermès เป็นตัวที่น่าสนใจมากค่ะ (จากที่ลองเทียบในภาพกับ Armani และ Estée Lauder) สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ “ความเข้มข้นของเนื้อ” Hermès จะเข้มข้นสุดในสามแบรนด์ เนื้อจะดูแน่นและเกาะผิวมากกว่า เวลาเกลี่ยต้องใช้เวลานิดนึง แต่ข้อดีคือให้ผิวที่ดูเรียบและกลืนไปกับผิวได้ดี พอเซ็ตตัวแล้วผิวจะดูเนียนขึ้นแบบเหมือนเบลอรูขุมขนเบาๆ ถ้าใครชอบงานผิวที่ดูมีความลักชู ไม่บางใสจนหายไปง่าย อันนี้ตอบโจทย์ค่ะ เรื่อง “โทนสี” ในรูปจะมีเฉด Hermès #05C ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าโทนออกแนวคลีนๆ ไม่เหลืองจัด ดูกลืนกับผิวได้อีกแบบที่ทำให้หน้าดูสว่างขึ้นแต่ไม่ลอย แนะนำให้เช็กอันเดอร์โทนตัวเองก่อนซื้อจริง เพราะรองพื้นระดับนี้พลาดสีแล้วเสียดายมาก วิธีที่ทำแล้วช่วยได้คือสวอชที่กรามลากลงมาถึงคอ แล้วรอ 5–10 นาทีให้สีและฟินนิชนิ่งก่อนตัดสินใจ สำหรับคนที่ผิวมันหรืออยู่ในอากาศร้อนๆ ถ้าถามว่า Hermès คุมมันเท่า Estée Lauder Double Wear ไหม—จากการเทียบฟินนิช Estée Lauder จะ “แมตต์ที่สุด” และเหลวสุด เกลี่ยง่ายและเซ็ตตัวค่อนข้างไว เหมาะกับวันที่ต้องการความทนแบบจริงจัง ส่วน Armani จะอยู่กลางๆ ทั้งความบางและความแมตต์ ให้ฟีลผิวสวยแบบพอดีๆ และสีมีความ “ตรงกับผิว” ง่ายกว่าในหลายคน ทริคเล็กๆ ถ้าจะให้ Hermès ติดทนและไม่เป็นคราบ: ฉันชอบลงสกินแคร์ให้ชุ่มพอดี (ไม่มัน) แล้วใช้ไพรม์เมอร์เฉพาะจุดบริเวณรูขุมขน จากนั้นลงรองพื้นบางๆ สองรอบแทนการโบกหนา และเซ็ตแป้งเฉพาะ T-zone จะช่วยให้ผิวยังดูแพงและไม่แห้งค่ะ สรุปสั้นๆ: ถ้าโฟกัส “งานผิวลักชู เนื้อแน่น กลืนผิว” เลือกรองพื้น Hermès; ถ้าอยาก “ทน-แมตต์สุด” ไป Estée Lauder; ถ้าชอบ “กลางๆ ใช้ง่าย” Armani ค่ะ