เที่ยวทะเลจีนครั้งแรก ที่เว่ยไห่ ชอบมาก มันชิลเกินไปแล้วววว⛱️

เที่ยวทะเลจีนครั้งแรก ที่เว่ยไห่ เมืองน่ารักสุดอบอุ่นไปง่าย ใครมีแพลนไปชิงเต่า สามารถแวะเที่ยวที่เว่ยไห่ได้ไม่ยาก 😁

ทริปนี้เราไปคนเดียวเหมือนเดิม เราลงเครื่องที่สนามบินชิงเต่าจากนั้นต่อรถใต้ดินไม่ไกลประมาณ 3 สถานีลงที่สถานีรถไฟความเร็วสูง Hongdao จากนั้นต่อรถไฟความเร็วสูงไปที่เมืองเว่ยไห่ใช้เวลาชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว

เราจองโรงแรมติดกับสถานีเลยเพราะว่าขากลับก็จะได้ลากกระเป๋าไปเลยไม่ต้องเดินทาง

โรงแรมที่เราพักเดินเท้าจากสถานีรถไฟแค่ประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ราคาถูกมากแค่คืนละประมาณ 400 บาทานั้น แต่ห้องก็อาจจะไม่ได้ทันสมัยอะไรมาก โดยรวมคือสะอาดแล้วก็ห้องกว้าง ทางขึ้นตึกอาจจะงงๆนิดเพราะว่าเหมือนเป็น 1 ชั้นในตึก ด้านล่างตึกมีร้านสะดวกซื้อ แต่อาจจะหาร้านอาหารยากหน่อย

เว่ยไห่ในเดือนเมษายน อาการกำลังสบาย 15-20องศา เว่ยไห่เป็นเมืองเล็กเราเดินทางโดยใช้ Didi เป็นหลัก การไปเที่ยวในแต่ละสถานที่ก็นั่งรถไม่นาน ราคารถก็ไม่แพง เรียกรถง่ายมาก กดปุ๊บได้ปั๊บ และรถไม่ติดด้วย

ที่ไฮไลท์ก็คงจะเป็นถนน Torch 8th street ที่เราจะสามารถถ่ายรูปย้อนลงมาจากเนินแล้วก็เห็นทะเลที่สุดปลายทาง ตรงนี้เป็นแค่ถนนสั้นๆแต่สำหรับเราก็ถือว่าน่ารักดี คนอาจจะเยอะหน่อยถ้าใครอยากจะได้รูปแบบไม่ติดคนอาจจะต้องมาเช้าๆ แต่สำหรับเราไม่ค่อยซีเรียสเรื่องคน ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ด้วยพื้นตรงนั้นเป็นพื้นเอียงทำให้เราตั้งขาตั้งกล้องถ่ายเองไม่ได้ รอบนี้ก็เลยลองใช้บริการช่างภาพจีนเป็นพี่สาวก็น่ารักดีเขาก็พยายามไกด์ท่าโพสให้ แล้วก็หามุมให้หลายจุดเลย

โซนนี้ก็จะมีร้านคาเฟ่หลายร้าน ถ้าใครอยากจะนั่งพักก็ได้เลย แต่เราเดินลงไปริมทะเลแล้วก็นั่งพักแถวริมทะเล ได้ชมบรรยากาศลมหนาวเย็นๆริมทะเล แล้วก็ดูผู้คนทำกิจกรรม สำหรับเราชิลแล้วก็ชอบมาก

จากนั้นเราก็เรียกรถไปที่เว่ยไห่ปาร์คต่อ นี้สวนสาธารณะริมทะเลที่มีทางเดินยาวๆ มีร้านขายของเล็กๆข้างทางเรียงกันน่ารักดี เป็นพวกขายของที่ระลึก แล้วก็อาหาร มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย มีคนพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น มีคนพาเด็กๆมาทำกิจกรรมริมทะเล มีคนนั่งตกปลา มีครอบครัวที่พาลูกๆมาเล่นว่าว ตรงนี้ยังชมซากุระได้ด้วย

ตรงนี้เราสามารถเดินต่อเรื่อยไปก็ไปถึง Yuehai Park มีประภาคารแวะถ่ายรูปกันนิดได้

เราชอบตรงนี้มากก็เลยอยู่ตรงนี้นานประมาณนึงเหมือนกัน เราก็นั่งพักดูผู้คนทำกิจกรรม กินปลาหมึกย่างไปด้วย แล้วก็ดูทะเลไปด้วย เป็นที่พักใจได้ดีสุดๆไปเลย อากาศดี หัวโปร่งสบาย ผ่อนคลายมาก

มื้อเย็นเราก็ไปหาของกินที่ตลาด korea town มีทั้งแบบเป็นร้านนั่งกินหรือว่าเป็นฟิวเหมือนตลาดนัดก็ซื้อของแล้วก็นั่งกินตามเก้าอี้ได้ ตลาดถือว่าใหญ่มากของเยอะมากเราเดินวนเลือกไม่ถูกเลยจะกินอะไรดี เสร็จแล้วก็เดินกลับที่พัก เดินประมาณ10นาที ชมเมืองไป

วันรุ่งขึ้นเราแวะไปถนน xinweifu lu ก่อน ตรงนี้ก็จะมีร้านคาเฟ่แล้วก็ร้านขายของขายเสื้อผ้าแบบน่ารักๆอยู่แต่วันที่เราไปอาจจะเป็นวันธรรมดาด้วยคนก็เลยน้อยมาก เงียบสุดๆ แต่ก็ถือว่าดีนะไม่มีคนแล้วก็เดินเก็บบรรยากาศแล้วก็แวะนั่งกินกาแฟกินไอติมก่อน

แล้วก็ตอนบ่ายเราก็ไป Blueways Beach ซึ่งตรงนี้จะห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กว่ากิโลเมตรเลย แนะนำว่าเราควรจะไปถึงซักบ่ายสี่ เพื่อที่จะได้เห็นบรรยากาศตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกจนถึงหลังพระอาทิตย์ตก ค่ารถจากเมืองก็ประมาณ 70 หยวน

บริเวณนี้ก็จะมีร้านอาหารแล้วก็ร้านคาเฟ่ให้นั่งพักได้ คาเฟ่ตรงนี้ถือว่าบรรยากาศดีเลยก็เข้าไปนั่งหลบลมหนาวแล้วก็ดูวิวทะเลกับเรือได้ ราคาอาจจะแอบสูงนิดนึงแต่ก็โอเคอยู่ค่ะ

เราใช้เวลาตรงนี้ค่อนข้างนานเหมือนกันเพราะว่าส่วนตัวชอบมาก บรรยากาศดีแม้คนจะเยอะแต่ว่าหาดกว้างมาก เราก็สามารถหามุมถ่ายรูปที่ไม่ให้ติดคนได้ไม่ยาก

ขากลับก็เกือบเกิดเรื่องเหมือนกันเราพยายามจะปักหมุดไปที่ห้าง แต่ว่าเราปักผิดเมืองปักไปเมืองข้างๆแทน ดีที่คุณคนขับคอยถามเราตลอดว่าไปที่เมืองอะไร เราก็เลยแก้ปลายทางทัน ได้คนขับน่ารักมากเขาใจเย็นมาก ตอนแรกเรานึกว่าเขาจะโกรธแล้วเพราะจุดที่เราปักกับจุดที่เราจะไปห่างกัน 80 กิโลเมตร นี่ยังสงสัยอยู่เลยว่าบ้านเขาอยู่ตรงไหนทำไมเขาสามารถรับเราไปคนละจุดห่างขนาดนี้ แล้วไม่โกรธเลย🩵🩵🩵

เราออกมาก็เหมือนจะมีแชร์แท็กซี่อยู่นะเพราะว่าก็มีคนตะโกนเรียกจากรถว่าแบบเข้าเมืองเว่ยไห่ไหมอะไรประมาณนี้ แต่ว่าเราดันเรียกรถไปแล้ว เผื่อเป็นทางเลือกถ้าใครเดินทางคนเดียวจริงๆการไปแชร์แท็กซี่ก็ดีเหมือนกันน่าจะประหยัดไปเยอะอยู่

เป็นเมืองเล็กๆที่ก็ใช้เวลาไม่นานก็คิดว่าเที่ยวครบแล้ว แต่สำหรับเราถือว่าเป็นเมืองน่ารักอีกหนึ่งเมืองที่เราชอบบรรยากาศมากๆ หรือว่าถ้าใครมีเวลาก็แวะไปที่เอี๋ยนไถได้ อีกเมืองนึงที่อยู่ไม่ไกลกัน ตอนแรกเราแพลนว่าจะไป 1 วันเหมือนกัน แต่ว่าพอดีเราดูสถานีรถไฟความเร็วสูงแล้วรู้สึกว่ามันไกลจากจุดที่เราอยากจะไปเยอะ เราก็เลยคิดว่าใช้เวลาชิลๆในเว่ยไห่ให้มากขึ้นดีกว่า เพราะเราอยากให้ทริปนี้เป็นทริปพักผ่อนสโลว์ไลฟ์จริงๆที่ไม่ต้องตื่นเช้าแล้วก็ใช้ขาไม่เยอะ

🐢🐢🐢

#weihai

#เว่ยไห่

#เที่ยวจีนด้วยตัวเอง

#solotrip

5/3 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมขอมาโฟกัสที่ไฮไลต์แบบละเอียดขึ้นหน่อยสำหรับ Torch 8th Street Weihai (บางคนเรียก Weihai Torch Eight Street) เพราะเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า “ไปถึงเว่ยไห่แล้วต้องแวะ” จริงๆ ตัวถนนเป็นช่วงสั้นๆ แต่เสน่ห์มันอยู่ที่ความเป็น “ถนนไหลลงทะเล” พอถ่ายย้อนจากด้านบนลงไปจะเห็นปลายถนนจบที่วิวทะเลแบบพอดีเฟรม เลยกลายเป็นมุมซิกเนเจอร์ของเมืองนี้ ช่วงเวลาที่เราแนะนำถ้าอยากได้รูปสวยๆ คือมาเช้าๆ จะโล่งกว่าเยอะ แสงเช้าก็ละมุน ถ่ายคนกับวิวแล้วหน้าไม่แข็ง แต่ถ้าใครเน้นบรรยากาศคึกคักและอยากเดินคาเฟ่ด้วย ช่วงบ่ายแก่ๆก็สนุกเหมือนกัน แค่ต้องเผื่อใจเรื่องคนเยอะ แล้ววางแผนมุมถ่ายรูปนิดนึง (เช่น ถ่ายชิดขอบทาง/ใช้เลนส์ซูมหน่อย) เราเองไม่ซีเรียสเรื่องคนเลย เลยเน้น “ได้ฟีล” มากกว่า “ต้องโล่ง 100%” ทริคเรื่องการถ่ายรูปที่นี่: พื้นบริเวณมุมฮิตจะเอียง ทำให้ตั้งขาตั้งกล้องถ่ายเองยากกว่าที่คิด เราเลยลองใช้บริการช่างภาพแถวนั้น (เป็นพี่สาวจีน) ข้อดีคือเขารู้มุม รู้จังหวะหลบคน และช่วยไกด์ท่าโพสให้ ถ้าใครไปคนเดียวแบบเรา วิธีนี้ช่วยได้มาก แต่ถ้าไม่อยากจ้าง แนะนำให้หามุมที่เป็นพื้นราบกว่าเล็กน้อย หรือใช้โหมดถ่ายต่อเนื่อง/วิดีโอแล้วแคปภาพทีหลังจะง่ายขึ้น เรื่องการไปที่ Torch 8th Street Weihai เราใช้ Didi เป็นหลักในเว่ยไห่ เพราะเรียกง่าย รถไม่ติด และราคาโอเค เวลาเสิร์ชชื่อจุดหมาย แนะนำให้เปิดดูแผนที่ให้ชัดว่าเป็น “Torch 8th Street” ในเขตเว่ยไห่จริงๆ แล้วเช็กพินก่อนกดยืนยันทุกครั้ง (จากประสบการณ์เราปักพลาดทีนึง เกือบหลุดไปอีกเมือง โชคดีคนขับถามย้ำ) ถ้าอยากชัวร์อีกระดับ ให้ดูว่าพินอยู่ใกล้โซนคาเฟ่ริมทะเล/ร้านแนวๆที่นักท่องเที่ยวชอบแวะ เพราะแถวนั้นจะเป็นจุดเริ่มเดินถ่ายรูปได้สะดวก พอถ่ายรูปเสร็จ เราชอบเดินลงไปนั่งริมทะเลต่อเลย แถวนั้นจะมีร้านคาเฟ่ให้พัก (ที่เราเห็นมีหลายร้านสไตล์ดี) แต่เราเลือกไปนั่งรับลมด้านล่างมากกว่า ได้ฟีลชิลๆเหมือนมาพักใจจริงๆ ใครแพลนเที่ยวเว่ยไห่แบบสโลว์ไลฟ์ แนะนำให้กันเวลาให้ Torch 8th Street มากกว่าที่คิดนิดนึง เพราะถ้าคนเยอะจะต้องรอจังหวะถ่าย และเผลอๆจะเพลินกับการเดินเล่นริมทะเลค่ะ