Bromo Once in a lifetime ที่แปลว่า มันสวยนะแต่ขอไปครั้งเดียวพอ!! วิวหลักล้าน✅ นอนหลักนาที❌

ทริปนี้เราเดินทางกันไปที่ bromo หรือหลายๆคนอาจจะรู้ว่าที่นี่มีฉายาว่าลมหายใจของเทพเจ้าเพราะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท

แต่ในรูทนี้ไม่ใช่มีแค่โบรโม่เท่านั้นที่น่าสนใจเราจะไปคาวาอิเจี้ยนด้วย ซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่ที่เขาขึ้นชื่อว่ามีไฟสีน้ำเงิน (Blue Fire) ด้วย ด้านบนมีทะเลสาบด้วย แต่ว่าการขึ้นไปค่อนข้างท้าทายความสามารถมาก

🌄โบรโม่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย เกาะสุราบายา ครั้งนี้เราไปลงสนามบินที่สุราบายาเลย แต่ด้วยเหตุการณ์ราคาน้ำมันโลกดีดขึ้น ทำให้ไฟลท์บินตรงของเราโดนยกเลิกทั้งไปทั้งกลับ ขาไปเราเลยจำเป็นต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์และขากลับแวะเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์

เป็นทริปเดียวที่ลงไปเหยียบ 4 ประเทศแบบงงๆ ไม่เป็นไรถือว่าได้สำรวจดิวตี้ฟรีของแต่ละประเทศละกัน

ที่บอกว่ามันสวยคือมันสวยจริงๆนะ มันสวยแล้วมันก็คุ้มค่าต่อการไปซักครั้งในชีวิต แต่ว่ามันก็เหนื่อยมากด้วยระยะทางที่ต้องเดินบวกกับเวลานอนที่มีค่อนข้างน้อยมาก

เราก็พอคาดการณ์สถานการณ์ได้เราเลยคิดว่าจะบินไปล่วงหน้าก่อน 1 วัน พักก่อนเดินทางต่อ แล้วก็หลังจากจบทริปแล้วก็จะมีเวลาพักที่สุราบายาอีก 1 วัน แต่ถึงยังงั้นแล้วก็ยังค่อนข้างเป็นทริปที่นอนน้อยมาก

เราใช้บริการทัวร์น้องคนไทยแบบเหมา private ทริปเป็นแบบ 3 วัน 2 คืนโดยน้องจะมารับเราที่โรงแรมในตัวเมืองสุราบายาจากนั้นพาเราไปน้ำตกก่อน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงน้ำตก + เดินไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมงได้ เราถ่ายรูปค่อนข้างเยอะด้วย ก็เลยใช้เวลานิดนึง

🌄Day1 : นั่งรถรวม 5 ชม. + เดินน้ำตก 3ชั่วโมง + ได้นอน 3 ชม. + ตี1 เริ่มออกเดินทางไปปีนเขา

แล้วคืนนั้นเราก็ต้องขึ้นโบรโม่กัน โดยต้องออกเดินทางประมาณตี 1 เพื่อไปขึ้นรถจิ๊บแล้วก็นั่งรถจิ๊บอีกประมาณ 20 นาที จริงๆเราขึ้นไปถึงข้างบนเร็ว น้องไกด์บอกว่าถ้ามาช้ารถจิ๊ปต้องจอดไกลมากแล้วก็เราอาจจะต้องเดินไกลขึ้น

ข้างบนอากาศค่อนข้างหนาวเลยแต่ว่าก็มีเสื้อกันหนาวให้เช่า เราประเมินแล้วว่าเสื้อของเราอาจจะอุ่นไม่พอก็เลยเช่าเสื้อกันหนาวด้วย เราเช่สทั้งหมด 4 ตัวก็เลยต่อราคามาได้ที่ 150,000 รูเปียห์ต่อ 4 ตัว

จุดชมวิวนี้เดินไม่ไกล ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ขึ้นไปถึง แต่ทางชันเหมือนกันแอบหอบอยู่ แต่ด้วยความที่เราไปถึงค่อนข้างเร็วก็เลยรีบขึ้นไปจองแถวหน้าสุด นั่งตั้งแต่ฟ้ามืดทนหนาวแล้วก็รอแสงพระอาทิตย์แรกค่อยๆขึ้นมาส่องไปที่โบรโม่ให้เราได้ยลโฉมโบรโม่พร้อมแสงอาทิตย์แรกของวัน วิวสวยสมการรอคอย สมกับการเป็นลมหายใจของเทพเจ้าจริงๆ

นี่คือจุดแรกเท่านั้นจากนั้นไกด์ก็พาเราลงไปถ่ายรูปกับฐานของภูเขาก็จะเป็นมุมถ่ายรูปกับรถจิ๊บ เราว่ามุมนี้สวยดี กว้างใหญ่ไม่ติดผู้คนเลย

และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะต้องปีนขึ้นไปดูลมหายใจของเทพเจ้าแบบใกล้ๆ ตรงนี้ระยะทางจริงๆแล้วว่ามันไม่ได้ไกลขนาดนั้นแต่ว่าก็ค่อนข้างชันพอสมควร

เขามีบริการนั่งม้าขึ้นไปซึ่งก็โอเคนะราคาอยู่ที่ 250,000 รูเปียห์ (ประมาณ 450บาท) แต่ตอนแรกเราเข้าใจว่ามาส่งเราแค่ถึงแค่ด้านล่างสุด เราก็เลยไม่ได้ใช้บริการ แต่จริงๆม้าก็พาขึ้นไปเยอะเหมือนกันขึ้นไปเราว่าเกิน2ใน3 ของระยะทาง อยากแนะนำให้ใช้บริการม้าจะดีกว่าเพราะว่าเราควรจะเก็บแรงไว้ เพราะคืนนี้ตี 1 เราก็ต้องเดินเขาต่ออีก

จบทริปวันแรกประมาณ 11โมง จากนั้นเราก็กลับไปเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมและต้องนั่งรถต่ออีกประมาณ 6 ชั่วโมงเพื่อไปคาวาอิเจี้ยนและคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่เราจะต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 1 เหมือนกัน

Day 2 : นั่งรถ 6 ชม. กว่า ทางเขาคดเคี้ยว (ระวังเมารถ) + ได้นอน 3 ชม. + ตี1 เดินทางขึ้นคาวาอิเจี้ยน

หลังจากเราและผองเพื่อนเริ่มประเมินสถานการณ์ร่างกายตัวเองก็เริ่มศึกษาหาหนทางการขึ้นคาวาอีเจี้ยนว่ามันจะมีทางไหนที่เราจะใช้แรงได้น้อยที่สุดบ้าง และเราก็เจอว่าเขาจะมีการลากรถขึ้นไปซึ่งคนท้องถิ่นที่นี่จะเรียกแบบขำๆว่าแลมโบกินีแท็กซี่ สิ่งนี้เป็นปณิธานหลักของเราเลยที่พวกเราจะพยายามต่อราคาให้ได้

สุดท้ายเราต่อราคามาได้ที่ 1 ล้านรูเปียห์(ประมาณ 1,800บาท) สำหรับขาขึ้นขาเดียวระยะทางอยู่ที่ประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งแน่นอนเรายินดีจ่ายเอาเงินเราไปเลย 😆

เพื่อนในทีมเรามี 1 คนที่เดินขึ้น เราอีก 3 คนที่เหลือใช้บริการแท็กซี่ ส่วนขาลงมีเพื่อน 1 คนใช้บริการแท็กซี่ได้ราคา 1แสน รูเปียห์(ประมาณ 180บาท) แล้วเรา 3 คนที่เหลือใช้วิธีเดินลง ใช้แรงแก้หนาวหน่อย

บอกเลยว่าราคา 1 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1,800บาท)ที่จ่ายไปมันคุ้มค่ามากๆเพราะทางชันมาก ลื่น ฝุ่น แล้วก็โหดมาก การลากเขาจะใช้ 2 คนก็คือมีคนลากด้านหน้าและด้านหลัง

เราทึ่งมากเพราะว่าทางยากมากจริงๆ คิดว่าถ้าเราเดินด้วยตัวเองเราอาจจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงแน่ๆ แต่ว่าอันนี้เขาใช้เวลาแค่ประมาณชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว

แต่จุดที่เขาไปส่งก็ยังไม่ใช่จุดสูงสุดที่เราจะเห็นทะเลสาบหรือว่าจุดที่จะดู blue fire ได้ ถ้าใครตั้งใจจะดู blue fire จะต้องเดินลงไปที่ปากปล่องอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งอันนี้จะไม่มีบริการแท็กซี่อะไรแล้ว ต้องเดินด้วยตัวเองเท่านั้น ซึ่งแน่นอนพวกเราไม่เดิน 😝

ในขณะที่จุดดูวิวของทะเลสาบปากปล่องก็ต้องเดินตามเนินหินขึ้นไปอีกจริงๆระยะทางไม่ไกลมากเราคิดว่าอยู่ที่ประมาณ 300-400 เมตรแต่ทางค่อนข้างชัน แล้วก็เป็นหิน ที่บางจุดก็มีความลื่น ก็มีหอบเล็กๆนิดหน่อย แต่ก็ถือว่ากำลังดีเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเพราะอากาศข้างบนหนาวมาก ด้านบนก็จะเป็นทะเลสาบสีฟ้าเขียวแล้วก็จะมีควันของกลิ่นกำมะถันลอยขึ้นมาตลอดเวลา ถ้าลมพัดมาเราก็ต้องใส่หน้ากากกันแก๊สกันเพราะกลิ่นแรงใช้ได้ และก็แสบตาด้วย

ขาลงเราก็ใช้เวลาเดินประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงด้านล่างด้วยทางค่อนข้างชันแทบจะวิ่งลงกันเลยทีเดียว จากนั้นก็กลับที่พักเช็คเอาท์แล้วก็นั่งรถกลับสุราบายาโดยนั่งรถอีกประมาณ 6 ชั่วโมง

โดยรวมสำหรับเราถือว่าเป็นทริปโหด เพราะว่าเรานอนกันน้อยมาก ต้องใช้แรงค่อนข้างเยอะรวมถึงนั่งรถนาน แล้วเป็นทางเขาด้วย เรามีอาการเมารถนิดๆด้วย

ส่วนอาหารการกิน สำหรับเราอาหารค่อนข้างติดหวานซึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกปากเราเท่าไหร่แต่ก็จะมีไก่ทอดที่เราชอบมากอันนี้อร่อยเลยอยู่ได้

ถ้าใครกำลังตัดสินใจว่าจะไปดีไหมเราคิดว่าเป็นอีกหนึ่งที่ ที่ชีวิตนี้ควรจะไปสักครั้ง แต่อยากให้เตรียมร่างกายมาให้พร้อมก่อนเดินทางด้วยนะคะ ฝึกนอนน้อยมาเลย😝

#Bromo

#kawahijenindonesia

#โบรโม่

#indonesia

ภูเขาไฟโบรโม
7/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์เดินทางไปโบรโม่และคาวาอิเจี้ยนที่ประเทศอินโดนีเซีย ครั้งนี้อยากแชร์มุมมองที่ได้สัมผัสจริงๆ นอกจากความสวยงามทะเลภูเขาไฟที่เรียกได้ว่าวิวหลักล้านแล้ว การเตรียมตัวเรื่องร่างกายและการวางแผนเวลานอนถือว่ามีผลมากต่อความสุขของทริปนี้ ทริปนี้เราต้องตื่นตี 1 ไปขึ้นรถขึ้นภูเขาไฟโบรโม่ในสภาพที่นอนน้อยกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก แต่ถ้าใจรักการผจญภัยและอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นส่องแสงเหนือภูเขาไฟโบรโม่ก็ต้องแลกมาด้วยการนอนน้อยแบบนี้ เส้นทางเดินขึ้นโบรโม่แม้ไม่ไกลแต่ชันและหอบแน่นอน ผมแนะนำให้เช่ารถม้าขึ้นที่ราคาไม่แพง เพื่อประหยัดแรงเอาไว้สำหรับเดินต่อและไปชมวิวสวยๆที่อื่นได้มากขึ้น สำหรับคาวาอิเจี้ยน การจะไปชมไฟสีน้ำเงิน (Blue Fire) ต้องใช้ความพยายามและแรงมาก รถลากที่ชาวบ้านเรียกว่า "แลมโบกินีแท็กซี่" นั้นช่วยประหยัดเวลาและพลังงานได้เยอะ เพราะทางขึ้นชันและลื่นมาก การเดินขึ้นเองจะเสียเวลานานและอันตรายด้วย ระวังเรื่องกลิ่นกำมะถันจากปล่องภูเขาไฟที่ค่อนข้างแรง หากลมพัดมาทางเราแนะนำให้เตรียมหน้ากากป้องกันไว้ด้วย เพราะกลิ่นแสบตาและจมูกจริงๆ อาหารที่นี่ส่วนใหญ่มีรสชาติติดหวาน อาจไม่ถูกปากทุกคน แต่มีไก่ทอดที่อร่อยมากและช่วยให้สามารถอยู่ท้องได้ทั้งวัน สุดท้ายคือทริปนี้เหมาะสำหรับคนที่พร้อมเตรียมตัวฝึกนอนน้อยและร่างกายแข็งแรง ใครอยากลองสัมผัสความสวยจนลืมหายใจแบบ "Once in a lifetime" ต้องเตรียมตัวดีๆ รับรองได้ประสบการณ์ที่ท้าทายและประทับใจไม่รู้ลืมเลยครับ