Automatically translated.View original post

A 1-year-old child who starts to hit does not mean stubborn or aggressive.

It's because of the part of the brain that controls his emotions.

Not fully developed yet

The other thing is, at this age, you're not good at talking about your feelings when you're angry, bent, excited, or what you want.

Hands work instead of words.

✅ what parents should do.

Not to scold or scare the child

But is to stop the behavior lightly.

"No, it hurts."

And then teach you other options.

He's just learning to control his own emotions.

And we're the ones who helped him lately.

🤍 Which house are you seeing lately?

Please save this post or send it to the people in the house to read together.

Will understand the child in the same way

# The record of Nong Mia # Raising positive children # Mom should know # Mother and child # New Mom

2/2 Edited to

... Read moreลูกวัย 1 ขวบเป็นช่วงที่สมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้พวกเขายังแปลความรู้สึกและสื่อสารด้วยคำพูดได้จำกัด เมื่อรู้สึกไม่พอใจ ตื่นเต้น หรือโกรธ พวกเขามักใช้การตีเป็นสื่อสารแทนเพราะยังไม่สามารถพูดบอกได้ ในประสบการณ์เลี้ยงลูกวัยนี้ สิ่งที่สำคัญคือการสังเกตและเข้าใจสัญญาณแฝง เช่น ความเหนื่อย ง่วง หรือหิว ที่อาจทำให้ลูกมีพฤติกรรมตีบ่อยๆ การลงโทษอย่างรุนแรงหรือเสียงดุจะยิ่งทำให้สมองเด็กตื่นตัว เพิ่มความเครียดและอาจทำให้พฤติกรรมแย่ลงได้ วิธีจัดการที่แนะนำคือการหยุดพฤติกรรมลูกด้วยความอ่อนโยน เช่น จับมือเบาๆ และใช้เสียงนิ่งๆ พูดว่า “ไม่ตี มันเจ็บนะ” เพื่อให้ลูกรับรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่เหมาะสม แต่ต้องสอนให้เข้าใจทางเลือกอื่นแทน เช่น สอนให้ลูกรู้จักบอกความต้องการด้วยคำพูดง่ายๆ หรือชี้แนะวิธีการปลอบใจตัวเอง เช่น ลูบมือเบาๆ แทนการตี สิ่งสำคัญอีกอย่างคืออย่าหัวเราะหรือให้ความสนใจพฤติกรรมตีเพื่อไม่ให้ลูกเข้าใจว่าการตีจะได้รับความสนใจ เพราะสมองของลูกวัยนี้จะจดจำพฤติกรรมที่ได้รับความสนใจแบบทันทีทันใดได้ดีมาก สำหรับพ่อแม่และผู้ปกครอง การแสดงความรักและคำชมในทุกครั้งที่ลูกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้เด็กได้มากกว่าการตำหนิ ตัวอย่างเช่น การพูดชมเชยว่า “เมื่อกี้หนูไม่ตีเก่งมากเลย” เพื่อย้ำพฤติกรรมที่ต้องการ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ช่วยให้เห็นชัดเจนว่าการดูแลเรื่องอารมณ์ของเด็กไม่ได้จบเพียงแค่การห้ามตี แต่เป็นการสร้างความเข้าใจและเสริมทักษะการสื่อสารแบบใหม่ๆ ให้ลูกในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการสมองและอารมณ์