คุณหมอประเสริฐเคยพูดไว้ว่า

“การเล่นพัฒนาสมองส่วน EF” 💛

เด็กจึงไม่ได้เรียนรู้ดีที่สุดจากการเร่งเรียน แต่เรียนรู้ผ่าน “การเล่น” การอ่านนิทาน และการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับพ่อแม่ 🌱

#บันทึกของน้องมีญ่า #แม่ควรรู้ #พัฒนาการเด็ก #หมอประเสริฐ #เลี้ยงลูกเชิงบวก

5/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคน (รวมถึงเรา) พอได้ยินคำว่า “สมอง” ก็เผลอคิดไปถึงการติว การเร่งเรียน หรือแฟลชการ์ด แต่พออ่านแนวคิดของหมอประเสริฐเรื่อง “สมอง EF” ทำให้มุมมองเปลี่ยนเลยค่ะ เพราะ EF คือทักษะสมองเพื่อการจัดการชีวิต เช่น การรอคอย การยับยั้งชั่งใจ การจดจ่อ และการแก้ปัญหา ซึ่งพัฒนาได้ดีที่สุดผ่านกิจวัตรธรรมดาๆ ในบ้าน สิ่งที่เราลองทำแล้วเห็นผล (แบบไม่กดดันลูก) คือ “3 วิธีพัฒนา EF” ที่ทำได้ทุกวัน 1) เล่น = งานของสมองเด็กจริงๆ เราเริ่มจากการปล่อยให้ลูกเล่นบทบาทสมมติเอง เช่น ร้านขายของ ทำอาหาร คุณหมอ หรือเล่นบล็อก ต่อเลโก้ ไม่ต้องมีของแพงก็ได้ ระหว่างเล่นจะมีช่วงที่ลูกต้องรอคิว ต้องคิดแก้ปัญหาเวลาเล่นพลาด และต้องควบคุมอารมณ์เวลาของไม่เป็นอย่างใจ ถ้าลูกเริ่มงอแง เราจะช่วยสะท้อนความรู้สึกสั้นๆ เช่น “หนูหงุดหงิดเพราะมันล้มใช่ไหม” แล้วชวนลองใหม่ แทนการรีบทำให้ทันที 2) อ่านนิทาน (แม้เล่มเดิมซ้ำๆ) = ฝึกสมาธิและจินตนาการ บ้านเรามีกติกาง่ายๆ คืออ่านก่อนนอน 10–15 นาที บางวันลูกเลือกเล่มเดิมวนไปวนมา ซึ่งจริงๆ ช่วยมากนะคะ เพราะการฟังซ้ำทำให้เด็กจดจ่อ จับลำดับเรื่อง และคาดเดาเหตุการณ์ได้ เรามักหยุดถามคำถามปลายเปิด เช่น “ถ้าเป็นหนูจะทำยังไง” หรือ “คิดว่าตัวละครรู้สึกอะไร” ช่วยให้สมองฝึกคิดและเข้าใจอารมณ์ตัวเอง/คนอื่น 3) ทำงานบ้านเล็กๆ = ฝึกความรับผิดชอบและการจัดการตัวเอง เราเริ่มงานบ้านแบบง่ายสุด เช่น เก็บของเล่นเข้ากล่อง แยกถุงเท้า ช่วยเช็ดโต๊ะ หรือเอาขยะไปทิ้ง จุดสำคัญคือทำให้เป็น “หน้าที่ประจำ” ไม่ใช่การลงโทษ และแบ่งงานเป็นขั้นๆ เช่น “เก็บบล็อกใส่กล่องก่อน แล้วค่อยเก็บหนังสือ” ลูกจะได้ฝึกวางแผนและทำจนจบ ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้ทำต่อเนื่อง: เริ่มทีละอย่างวันละนิด ตั้งเวลาสั้นๆ ให้เห็นความสำเร็จ และชมแบบเจาะจง เช่น “แม่เห็นหนูรอคิวได้ เก่งมาก” มากกว่าชมกว้างๆ ว่า “เก่งจัง” สุดท้ายเราได้บทเรียนว่า การพัฒนาสมอง EF ไม่ใช่ทำให้ลูกเก่งเร็ว แต่คือการวางพื้นฐานให้ลูกคิดเป็น คุมอารมณ์เป็น และดูแลตัวเองได้ในชีวิตจริงค่ะ