ค่าตอบแทนและการไปหานักพยากรณ์

📌นักพยากรณ์เป็นของคู่โลก

คนสมัยก่อนเมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ

เช่น ทำของหาย ทำสัตว์หาย😵

ก็มักจะไปหา ’นักพยากรณ์’

เพื่อขอรับคำพยากรณ์

ตามแต่พระเป็นเจ้าจะเปิดเผย

ผ่านผู้พยากรณ์ ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

ได้คำตอบอย่างไรก็กระทำกันไปตามนั้น

และแน่นอนว่าเป็นธรรมเนียมที่

เป็นอันรู้กันว่า ต้องมีของติดมือไม้ติดมือ

ไปเล็กๆน้อยๆด้วย

เพื่อให้แก่นักพยากรณ์ท่านนั้น

อย่าไปเที่ยวถามด้วยสองมือว่างเปล่า

อันเป็นมารยาทที่รู้กันโดยทั่วไปในสังคม😉

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

วันหนึ่งฝูงลาของคีชบิดาของซาอูลหายไป

เขาจึงสั่งซาอูลบุตรชายว่า

“จงออกตามหาลา

และเอาคนรับใช้คนหนึ่งไปด้วย”

ทั้งสองเดินทางทั่วแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม

ผ่านดินแดนชาลิชา ชาอาลิม

และทั่วเขตเบนยามินแต่ก็ไม่พบลาเลย

เมื่อมาถึงดินแดนศูฟ

ซาอูลพูดกับคนรับใช้ที่มาด้วยว่า

“กลับบ้านกันเถอะ เกรงว่าป่านนี้

พ่อคงจะเลิกห่วงลา

หันมากังวลใจเรื่องเราแทน”

แต่คนรับใช้นั้นตอบว่า

“ดูเถิด ในเมืองนี้

มีคนของพระเจ้าอยู่คนหนึ่ง

ผู้คนเคารพนับถือมาก

เขากล่าวอะไรก็เป็นไปตามนั้นทุกประการ

เราไปหาเขากันเถอะ

เขาอาจบอกเราได้ว่าควรไปทางไหน”

ซาอูลกล่าวกับคนรับใช้ว่า

“หากเราไป เราจะให้อะไรเขาได้บ้าง?

อาหารในถุงเสบียงของเราก็หมดแล้ว

เราไม่มีของที่จะมอบให้คนของพระเจ้า

เรามีอะไรบ้าง?”

คนรับใช้ตอบว่า

“ข้าพเจ้ามีเงินอยู่หนึ่งในสี่เชเขล

จะมอบให้คนของพระเจ้า

เพื่อเขาจะบอกทางแก่เรา”

(ในอิสราเอลสมัยนั้นหากมีใคร

จะไปทูลถามจากพระเจ้า

เขาจะพูดว่า “ให้เราไปหา

ผู้พยากรณ์กันเถิด”

เพราะผู้เผยพระวจนะในปัจจุบัน

เคยถูกเรียกว่าผู้พยากรณ์)

ซาอูลกล่าวกับคนรับใช้ว่า

“ดีแล้ว ให้เราไปกันเถิด”

พวกเขาจึงมุ่งหน้าไป

ยังเมืองที่คนของพระเจ้าอยู่

[‭‭1ซามูเอล‬ ‭9‬:‭3‬-‭10‬ ]

2025/10/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการไปหานักพยากรณ์ในสมัยก่อนไม่ใช่แค่การขอคำทำนายอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของสังคม โดยเฉพาะการให้ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ แก่นักพยากรณ์เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและยอมรับในความสามารถของผู้ที่เปิดเผยพระวจนะ สิ่งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอคำพยากรณ์กับผู้พยากรณ์ซึ่งเป็นมากกว่าธุรกรรม แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่มีความหมายทางจิตใจและสังคม ตัวอย่างคำเล่าขานในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับซาอูลผู้ค้นหาลาที่หายไป แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญและความหวังที่จะได้รับคำแนะนำจากผู้ที่ได้รับการเชื่อถือจากพระเจ้า แม้ว่าจะไม่มีอาหารหรือของขวัญมากมาย แต่การมีเงินจำนวนหนึ่งในสี่เชเขลสำหรับค่าตอบแทนก็บ่งบอกถึงการเห็นคุณค่าและความเคารพต่อนักพยากรณ์ที่อาจช่วยบอกทางหรือแก้ไขปัญหาได้ ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ช่วยสอนเราถึงความสำคัญของการเคารพผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นในบริบทของการขอคำแนะนำหรือในการแลกเปลี่ยนทางสังคมอื่นๆ จะต้องมีความสุภาพและมารยาทที่ดี การให้ของขวัญหรือค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความนอบน้อมและความจริงใจที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คำแนะนำหรือคำพยากรณ์นั้นได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทในความเชื่อและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านตัวแทนที่เรียกว่านักพยากรณ์ การปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในสังคมโบราณที่ทำให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ มีความมั่นใจและมีพื้นฐานทางจิตใจที่แข็งแรง ซึ่งแม้ปัจจุบันรูปแบบการขอคำปรึกษาอาจเปลี่ยนไป แต่แนวคิดของการให้เกียรติและตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ควรให้ความสำคัญเสมอ