เป็นหนี้เสียมีทางออก เปรียบเทียบชัดๆ โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" กับ "คลินิกแก้หนี้ by SAM"
👩⚕️ คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการฯ
✔️ หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ
✔️ หนี้เสียของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้อายุไม่เกิน 70 ปี (รวมระยะเวลาปรับโครงสร้าง หนี้)
✔️ หนี้เสียค้างชำระมากกว่า 120 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนปัจจุบันมีสถานะค้างชำระตั้งแต่ 121 - 150 วันขึ้นไป)
✔️ หนี้เสียรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท
📂 เอกสารการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ
🔸 รายงานเครดิตบูโร
🔸 สำเนาบัตรประชาชน
🔸 สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
🔸 เอกสารแสดงรายได้
- พนักงานประจำ : สลิปเงินเดือนล่าสุด 1 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
- อาชีพอิสระ : รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (statement) 3 เดือน หรือหนังสือรับรองรายได้
*เงื่อนไขตามที่โครงการฯ กำหนดการพิจารณาแผนผ่อนชำระขึ้นอยู่กับสถานะทางคดี และอายุของผู้สมัคร หากเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว ห้ามก่อหนี้ใหม่ในช่วงแรก
#SAM #คลินิกแก้หนี้ #แก้หนี้เสียบัตร #รวมหนี้เสียบัตรครบจบที่เดียว #โอกาสแก้หนี้เสียบัตร
หลายคนที่ค้นหา “ข้อดี ข้อเสีย คลินิกแก้หนี้” มักกำลังชั่งใจว่าเข้าร่วมดีไหม กลัวเสียประวัติ กลัวถูกฟ้อง หรือไม่แน่ใจว่าควรไปทาง “คลินิกแก้หนี้ by SAM” หรือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มากกว่า เราสรุปมุมที่ควรรู้แบบภาษาคนที่กำลังจะสมัครจริงๆ ให้ค่ะ ข้อดีของ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” 1) เหมาะกับคนที่อยาก “รวมหนี้เสียบัตร” หลายเจ้าให้เหลือการผ่อนที่จัดการง่ายขึ้น โดยเฉพาะหนี้เสียบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด/สินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน 2) เงื่อนไขที่เห็นบ่อยคือดอกเบี้ยหลังปรับโครงสร้างจะถูกลง (ในข้อมูลที่พบมักอยู่ราว 3–5% ต่อปี*) และผ่อนได้นาน (สูงสุด 10 ปี*) ทำให้ค่างวดต่อเดือนเบาลง เหมาะกับคนที่ยังมีรายได้แต่หมุนไม่ทัน 3) ขั้นตอนสมัครค่อนข้างชัดเจน มีช่องทางติดต่อ/ยื่นเอกสารหลายแบบ (ออนไลน์ ไลน์ OA โทร 1443 หรือ walk-in ตามสาขา) ข้อเสีย/ข้อควรระวังของ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” 1) ต้องเข้าเกณฑ์ “หนี้เสีย (NPL)” จริง เช่น ค้างชำระเกินเกณฑ์ที่โครงการกำหนด (หลายเคสคือมากกว่า 120 วันตามรายงานเครดิตบูโร) ถ้ายังไม่เข้าเกณฑ์อาจสมัครไม่ได้ 2) ระหว่างอยู่ในแผน มักมีข้อจำกัดเรื่อง “ห้ามก่อหนี้ใหม่ช่วงแรก” และพฤติกรรมการเงินต้องมีวินัยมากขึ้น เพราะถ้าพลาดชำระ แผนอาจสะดุดและกลับไปกดดันเหมือนเดิม 3) ไม่ได้ทำให้ “หนี้หายไป” แต่เป็นการปรับโครงสร้างให้ผ่อนไหวขึ้น ต้องยอมรับว่าช่วงแรกเครดิต/การขอสินเชื่อใหม่อาจไม่คล่องเหมือนเดิม ข้อดีของ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” 1) โทนของโครงการจะเหมาะกับคนที่อยาก “ปิดจบไว” เช่น มีเงินก้อนบางส่วน หรืออยากเจรจาปิดบัญชีให้จบด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษ 2) บางกรณีอาจได้แนวทางลดภาระดอกเบี้ย/ค่างวดตามมาตรการ ช่วยให้กลับมาตั้งหลักเร็ว ข้อเสีย/ข้อควรระวังของ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” 1) ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีความสามารถผ่อนในระดับที่โครงการเสนอ หรือไม่มีเงินก้อนเลย ต้องประเมินกระแสเงินสดก่อน 2) รายละเอียดจะผูกกับสถานะหนี้/สถานะคดีและเกณฑ์ของเจ้าหนี้ ทำให้ผลลัพธ์แต่ละคนไม่เท่ากัน เช็กตัวเองแบบเร็วๆ ว่าควรเริ่มที่ไหน - ถ้าหนี้เสียหลายใบ อยาก “รวมหนี้” ให้ค่างวดเบาลงและผ่อนยาว: มักเข้าทางคลินิกแก้หนี้ by SAM - ถ้าตั้งใจ “ปิดหนี้ไว” และพอมีเงินก้อน/อยากจบเป็นบัญชีๆ: ลองดูปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ทิปส์ก่อนสมัคร (ช่วยเพิ่มโอกาสผ่านและไม่เสียเวลา) - ขอ “รายงานเครดิตบูโร” ล่าสุดก่อน จะได้รู้สถานะค้างชำระและยอดรวมว่าตรงเกณฑ์ (เช่น หนี้เสียรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท) - เตรียมเอกสารรายได้ให้ครบ: พนักงานประจำใช้สลิป/หนังสือรับรองเงินเดือน อาชีพอิสระใช้ statement 3 เดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ - ลองคำนวณค่างวดที่ “จ่ายได้จริง” แบบเผื่อฉุกเฉิน 10–20% เพราะการผิดนัดครั้งเดียวอาจทำให้แผนพัง *หมายเหตุ: ตัวเลขดอกเบี้ย/ระยะเวลาผ่อนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขโครงการและการพิจารณาของเจ้าหนี้ในแต่ละช่วง แนะนำให้ยืนยันกับช่องทางทางการก่อนสมัครเสมอค่ะ






เราอยากผ่อนเป็นรายเดือนค่ะเรามีหนี้ประมาณ 250,000 บาท