6/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวและเรื่องค่าไฟฟ้าในไทยมานาน ผมเห็นว่าการที่ค่าไฟถนนถูกรวมอยู่ในค่าไฟฐานมาตั้งแต่ปี 2530 นั้น เป็นภาระที่สะสมและถูกบวกในบิลค่าไฟของทุกครัวเรือนโดยที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน การที่ภาครัฐและ รมว.พลังงานออกมาตระหนักและดำเนินการดึงต้นทุนส่วนนี้ออกจากค่าไฟฐานนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจากข้อมูลพบว่าค่าไฟส่องสว่างตามทางหลวงและพื้นที่สาธารณะนั้นมีมูลค่าถึง 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกบวกแฝงในค่าไฟฐานมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ซึ่งในใบแจ้งค่าไฟฟ้าปัจจุบัน ค่าไฟส่วนนี้ไม่ได้แยกออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนต้องร่วมแบกรับต้นทุนส่วนนี้ไปโดยปริยาย ผมมองว่าการที่รัฐจะสามารถตัดยอดค่าไฟส่องสว่างออกจากค่าไฟฐานและตั้งเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหากนั้น จะช่วยให้ผู้บริโภคเห็นโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนขึ้น และได้รับประโยชน์ในรูปแบบของการลดค่าไฟลงประมาณ 10 สตางค์ต่ิอหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่มากแต่เมื่อรวมกันแล้วจะช่วยลดภาระค่าไฟรวมของประชาชนได้หลายพันล้านบาทต่อปี ในชีวิตประจำวันเราใช้งานไฟฟ้าในบ้านและสถานที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปรับลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในค่าไฟฟ้าจะช่วยให้เศรษฐกิจครัวเรือนดีขึ้นและส่งผลบวกต่อภาพรวมของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้การทำให้ข้อมูลและค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าเป็นโปร่งใสมากขึ้น ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถบริหารจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดยิ่งขึ้นด้วย สุดท้ายนี้ การตัดค่าไฟถนนออกจากค่าไฟฐานเป็นสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ค่อยรับรู้ แต่ถือว่าเป็นนโยบายที่ดีที่น่าจะช่วยลดภาระค่าไฟสำหรับทุกครัวเรือนได้ในอนาคต โดยทั้งหมดนี้คงต้องติดตามมาตรการและผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดต่อไป

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ wisa
wisa

40ปีที่แล้วคนที่คิดกฎนี้มันคงอยู่ในนรกไปแล้วหละเบียดเบียนคนชาติเดียวกันอย่างร้ายแรงเป็นคนมีเงินไม่เท่าไหร่แต่คนยากจนมีมากมายทำไมไม่คิดถึงความลำบากของพวกเขาบ้าง