#หลักพื้นฐานในการฝึก๗ข้อตามหลักอาจารย์ในดง

๑.เริ่มจากท่านั่งสมาธิ การวางมือ ต้องจัดท่านั่งให้ถูกต้อง เพราะท่านั่งที่ถูกต้องสามารถช่วยป้องกัน หรือบรรเทาอาการขาชาเป็นเหน็บได้ การหายใจที่ถูกนั้นต้องเดินลมหายใจสม่าเสมอ ไม่ซะจัก ไม่ติดขัด พระอาจารย์ในดงเรียก " จิตกับลมสมส่วนกัน " ทําให้จิตเป็นสมาธิดีขึ้น ความสมดุลของลมหายใจนี้ส่งผลดี ช่วยทําให้เกิดความสงบจิตรวมเร็วขึ้น

๒.หากฝึกสมาธิแล้วควบคุมจิตให้เกิดความสงบได้เพียงชั่วครู่ แล้วจิตก็กลับมาฟุ้งซ่านสับสนควบคุมจิตยาก หากเป็นอยู่เช่นนี้ พระอาจารย์ในดง ให้ฝึกได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แล้วให้ไปพักก่อน อาการเช่นนี้หากฝืนทนนั่งไปได้ประโยชน์น้อย ไม่เกิดสมาธิใด กลับสร้างความตึงเครียดสะสมในจิตใจ นานไปอาจเกิดโทษภายหลังต่อผู้ฝึก ทั้งนี้หากจิตสงบต่อเนื่องดีค่อยฝึกเกินหนึ่งชั่วโมงได้ หากคราวใดฝึกทําสมาธิจิต จนเกิดความสงบแนบนิ่งดี ผู้ฝึกไม่ควรเลิกทําสมาธิจนกว่าเข้าใจในสมาธิความสงบ โดยให้ทําสมาธิไปเรื่อย ๆ จนจิตคลายตัวออกมาเองดังนี้ เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องจะสร้างความชํานาญในการเข้าออกจากสมาธิ

๓.เมื่อเข้าสมาธิคราวหนึ่งแล้วจิตถอนออกมาเอง ผู้ฝึกต้องหยุดพักก่อนอย่างน้อยสามชั่วโมง แล้วจึงจะกลับมาเริ่มทําสมาธิคราวต่อไปได้ ในระยะเวลา ๒๔ ชม. ไม่ควรฝึกทําสมาธิติดต่อกันเกิน ๓ ครั้ง ทั้งนี้หากมีเวลาเหลือ หรือมีช่วงเวลาพักจากการนั่งสมาธิ ให้เปลี่ยนมากําหนดจิตพิจารณาทางวิปัสสนาแทน

๔.ผู้ฝึกนั่งสมาธิควรกระทําให้ต่อเนื่องทุกวัน อย่าขาดการปฏิบัติ อย่างน้อยที่สุดควรฝึกวันละ ๑ ครั้ง ใช้เวลาทําสมาธิต่อครั้งอย่างน้อย ๒๐ - ๓๐ นาที การฝึกทําสมาธิทุกวันจะได้ผลดีกว่าทิ้งช่วงการฝึก ไปแล้วจึงค่อยกลับมาฝึกทําสมาธีใหม่ แม้ใช้เวลานั่งสมาธินานๆ แต่ไม่ทําต่อเนื่องทุกวัน เช่นนี้การพัฒนาทางจิตมักเป็นไปได้ช้า สู้ผู้ที่ทำสมาธิวันละ ๒๐ นาที แต่ทําต่อเนื่องทุกวันไม่ได้

๕.การฝึกในสถานที่อันเหมาะสม อีกทั้งช่วงเวลาในการฝึกก็ต้องเหมาะสมด้วย เพราะสองสิ่งนี้ช่วยเสริม ให้เกิดผลในการฝึกเร็ว ทั้งนี้พระอาจารย์ในดงจะสั่งให้เริ่มฝึกสมาธิในช่วงเวลา o๓.๐๐ - ๐๓.๓๐ ของทุกวัน ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ท้องว่าง ไม่มีอาหารตกค้างในกระเพาะ อีกทั้งร่างกายก็ได้รับการพักผ่อนมาพอสมควรแล้ว ( ควรนอนพักผ่อนแต่หัวค่ำ ) เช่นนี้จะช่วยส่งผลทําให้การปฏิบัติภาวนาได้ก้าวหน้าดี

๖.เมื่อปฏิบัติจนจิตผ่านสภาวะแห่งปีติสุขมาแล้ว จิตเกิดหลงเพลินในความสงบคล้ายไม่มีตัวตน รู้สึกมีแต่จิตเราคนเดียวเดียวโดดลอยนิ่งอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกคล้ายไม่เหลือร่างกายสังขาร ไม่รับรู้หรือได้ยินทุกสรรพเสียงภายนอก ประหนึ่งรอบกายไร้ซึ่งสรรพสิ่งใด รู้เพียงความว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกเช่นี้เป็นการเข้าถึง " อุปจารสมาธิ " ถือเป็นสมาธิขั้นกลาง เมื่อเข้าถึงอุปจารสมาธิ ผู้ปฏิบัติควรรักษาอารมณ์ สมาธินี้ไว้ให้นานที่สุด ไม่ต้องเกรงกลัวหรือกังวลต่อสิ่งใด ควรปล่อยให้สมาธิคลายตัวออกมาเอง

๗.การพิจารณาวิปัสสนากรรมฐานควรปฏิบัติควบคู่ไปกับการทําสมถกรรมฐาน กล่าวคือ การกําหนดรับรู้สมหายใจเข้า - ออก เช่นนี้เป็นสมถกรรมฐาน ส่วนการพิจารณารู้เช่น พิจารณาสังขาร เช่นนี้ เป็นวิปัสสนากรรมฐาน การฝึกทางสมถะทําให้จิตเกิดพลัง ส่วนการฝึกทางวิปัสสนาทําให้เกิดปัญญารู้ และหลุดพันตามหลักพระพุทธศาสนาในที่สุด

cr.หนังสืออภินิหารสะท้านไตรภพ ( ฉบับสมบูรณ์ ) หน้า ๑๔๖ โดย ฅนขลัง คลังวิชา

3 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลองฝึกสมาธิตามหลัก 7 ข้อของอาจารย์ในดง พบว่าการจัดท่านั่งให้ถูกต้องช่วยลดอาการขาชาได้จริง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าเลือดลมไม่เต็มที่ การวางมือและท่านั่งที่เหมาะสมทำให้ร่างกายไม่ตึงเครียด นอกจากนี้การฝึกเดินลมหายใจให้สม่าเสมอเป็นสิ่งสำคัญมาก ช่วยให้จิตสงบและมุ่งมั่นได้เร็วขึ้น ในช่วงแรกที่ฝึก จะเจอปัญหาจิตฟุ้งซ่านหรือชอบหลุดไปคิดเรื่องอื่น นั่นเป็นเรื่องปกติ พระอาจารย์บอกให้ฝึกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงและพักเลย เพื่อไม่ให้จิตเหนื่อยล้า เมื่อฝึกไปได้เรื่อย ๆ จะเริ่มคุ้นชินกับการเข้าออกสมาธิ ทำให้มีความชำนาญและสามารถฝึกต่อเนื่องมากขึ้นได้ การฝึกสมาธิไม่ควรทำติดต่อกันมากเกินไปในหนึ่งวัน ผมพบว่าหลังจากนั่งสมาธิครั้งหนึ่งแล้วพักไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้จิตไม่ตึงเครียดและพร้อมที่จะกลับมาฝึกใหม่ การฝึกทุกวันจะช่วยให้การพัฒนาทางจิตทำได้รวดเร็วกว่าการฝึกเป็นระยะ ๆ อีกข้อที่ผมเห็นผลชัดคือ การเลือกช่วงเวลาฝึกที่เหมาะสม อาจารย์แนะนำให้ฝึกในช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 03.00-03.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เงียบสงบและร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ทำให้คิดว่าสมาธิดีขึ้น มีพลังมากขึ้น และฝึกได้ลึกซึ้งกว่าเวลาปกติ เมื่อฝึกไปจนถึงขั้นที่จิตวางอยู่ในสภาวะอุปจารสมาธิ คือการหลงเพลินในความสงบจนเหมือนไร้ตัวตน ตอนนั้นจะรู้สึกเหมือนไร้เสียงรบกวนรอบตัว เป็นความรู้สึกว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ ถือว่าเป็นสมาธิขั้นกลางที่สำคัญและควรรักษาไว้ให้นานที่สุดโดยไม่ต้องกลัวหรือกังวล สุดท้าย การผสมผสานการฝึกสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน จะช่วยให้เกิดพลังจิตและปัญญารู้แจ้งในตัวตนตามหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบัติร่วมกันนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การฝึกสมาธิมีความหมายและผลลัพธ์อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การฝึกสมาธิเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความตั้งใจและความอดทน หากใครได้ลองนำหลักการเหล่านี้ไปปฏิบัติตามอย่างจริงจังแล้วจะสังเกตเห็นพัฒนาการในจิตใจ ความสงบ และความสุขภายในมากขึ้นอย่างชัดเจน