(📍)Burn Out | หมดไฟไม่รู้ตัว!!🔥🔥

⭐️! มาอีกครั้งกับหัวข้อชีวิตวุ่นๆ ระวังหมดไฟไม่รู้ตัว!! ได้ทำหัวข้อนี้เพราะชีวิตช่วงนี้มรสุมมากเหมือนได้เจอทุกรูปแบบแล้วก็มีอีกหลายรูปแบบที่ยังไม่ได้มาแชร์ มาเริ่ม!

5+1 สัญญาณคนหมดไฟ📍

- รู้สึกเหนื่อยไม่อยากทำอะไร ที่เราสังเกตุได้จากตัวเองคือปกติจะแอคทีฟมาก ความรับผิดชอบสูงแต่หลังๆมาเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ละ สิ่งที่เคยทำได้ดีมันไม่เหมือนเดิม ไม่มีแรงจะทำถึงจะอยากทำมากก็ตาม อยากจะทำตัวเรื่อยเปื่อยไม่เอาอะไรแล้วแต่ในความคิดยังรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ เป็นอาการนี้อึดอัดใจมาก!

- คิดมาก/เครียดตลอดเวลา

- ไม่สนุกกับสิ่งที่ชอบ จะเป็นฟีลเบื่อตะโกนคำว่าเบื่อคำโตๆ

- รู้สึกแย่โดยไม่มีสาเหตุ

- เก็บตัวมากขึ้น ไม่อยากพบปะ คนที่ชอบเข้าสังคมมากจะรู้สึกกับข้อนี้ได้ชัดขึ้นว่าการเข้าสังคมเริ่มเหนื่อย ดูดพลังมาก ในใจคือคิดอยู่คนเดียวว่าไปสิไปเข้าสังคม แต่ร่างกายปฏิเสทธิเว่อออ

(+) - เป็นขัอ 1-5 ไม่หายสักที ข้อนี้คือเป็นสัญญาณเตือนจริงๆแล้วว่าเอ๊ะมันเริ่มไม่ใช่แล้วน้า ต้องกลับมา selfcare แล้ว✌🏻

🍵 2 ข้อที่ช่วยได้

- ทำสิ่งที่อยากทำ

- พักผ่อนอย่างจริงจัง

*ทริคขอบสองข้อนี้ ส่วนตัวเราจะบอกตัวเองว่าให้ปล่อยสมองไปเลยยย

(💌)ทริคเล็กๆที่ช่วยได้ ถัาเราพอจะรู้สาเหตุว่าอะไรที่กำลังเกิดขึ้นแล้วมีผลกับเราช่วงนี้มากๆ เราจะจับจุดและแก้มันได้ง่ายขึ้น ส่วนตัวเราจับจุดนี้ได้เลยฮีลกลับมาได้บ้างไม่ได้บ้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่ช่วงนึง🥹

หรือถ้าใครเคยเป็นหนักกว่านี้ หรือมีวิธีนอกเหนือจากนี้ก็เอามาแชร์กันได้ เพราะอาการหมดไฟไม่ใช่เรื่องเล่นๆจริงๆ ส่วนตัวเราเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้แต่ว่าได้เจอมากับตัวเลยได้เอามาแชร์กันน♥️

#หมดไฟ #หมดไฟในการทํางาน #ติดเทรนด์ #แชร์ประสบการณ์ #lemon8ไดอารี่

4/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมอาการหมดไฟ หรือ Burn Out เป็นสิ่งที่หลายคนอาจเผชิญในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวจากความเครียดสะสมและความกดดัน เมื่อลองสังเกตตัวเองพบว่า ไม่อยากทำอะไร รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าปกติ และแม้จะอยากทำแต่แรงก็ไม่พอจนกลายเป็นความรู้สึกอึดอัดใจอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ตรง การรับมือกับหมดไฟ สิ่งที่ช่วยได้อย่างแรกคือการหยุดพักอย่างจริงจังจริงๆ ไม่ใช่แค่พักสายตา แต่คือการปล่อยใจและร่างกายให้ได้รีเซ็ตเต็มที่ ซึ่งอาจหมายถึงการลดการสัมผัสโซเชียลมีเดีย ช่วงเวลานี้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้รู้สึกเครียดและกังวลไประยะหนึ่ง อีกข้อสำคัญคือการทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ แนะนำให้วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะมอบเวลาส่วนนี้ให้กับตัวเองเท่าไหร่ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรือถ่ายรูปตามใจชอบ โดยไม่ต้องกังวลอะไรในตอนนั้นเลย เพราะการฝืนทำสิ่งที่ไม่ชอบจะยิ่งเพิ่มความเครียดและหมดไฟได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การกำหนดขอบเขตของเวลาเพื่อพักผ่อนช่วยให้เรากลับมาทบทวนและจับจุดที่เป็นสาเหตุของความรู้สึกหมดไฟได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้ารู้สาเหตุแล้วจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อบรรเทาอาการได้เร็วขึ้น ในชีวิตจริง การยอมรับว่าเราไม่สามารถทำงานหรือรับผิดชอบทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราคือมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร ต้องหมั่นดูแลตัวเองและมีความเมตตาต่อตัวเองด้วย หากใครที่เจออาการหมดไฟรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะการรักษาและดูแลอย่างถูกวิธีจะทำให้เรากลับมามีพลังและจิตใจที่แข็งแรงขึ้นได้อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้ การแชร์ประสบการณ์กันและกันในเรื่องหมดไฟช่วยให้เราเข้าใจและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อใครสักคนได้เล่าถึงปัญหาและวิธีแก้ไข อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้มีพลังใจและแนวทางในการฟื้นฟูตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง