[MooNie + MOOD] แกะรอยความอาร์ต Melanie Martinez กับจักรวาลดนตรีสุดล้ำ 👁️

ช่วงนี้มูนนี่กำลังกลับไปวนฟังเพลงของเธอคนนี้บ่อยมากเลยค่ะ หากพูดถึงศิลปินที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ มีเสน่ห์แบบที่ได้ยินคำแรกก็รู้เลยว่าเป็นใคร แต่ในขณะเดียวกัน คนทั่วไปมักจะมองว่างานของเธอชวนหลอน แปลก หรือเข้าถึงยาก มูนนี่คิดว่า Melanie Martinez คือหนึ่งในอาร์ทิสต์ที่น่าสนใจและน่าหยิบยกมาเล่าถึงมุมมองทางศิลปะมากๆ ค่ะ

มูนนี่มีโอกาสได้ติดตาม Melanie มาตั้งแต่สมัยที่เธอประกวด The Voice จนกระทั่งเธอเริ่มปล่อยผลงานของตัวเอง สิ่งที่ทำให้มูนนี่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าสนใจมากๆ คือ ความตั้งใจในการคุมคอนเซปต์และซาวด์ดีไซน์ เธอไม่ได้แค่ทำเพลงเพื่อปล่อยเป็นอัลบั้มทั่วไป แต่เธอกลับสร้างจักรวาล บทยังคงร้อยเรียงเรื่องราว และมีตัวละครหลักที่เติบโตไปพร้อมกับดนตรีของเธอเสมอ

วันนี้มูนนี่เลยอยากพาทุกคนมาลองส่อง Insight เบื้องหลังของทั้ง 4 อัลบั้มหลักของเธอ ที่ถ้าหากลองเปิดใจมองข้ามความแปลกภายนอกดูแล้ว จะพบว่างานดีเทลของเธอแน่นและน่าทึ่งมากค่ะ

🍼 1. Cry Baby (2015): เบื้องหลังความน่ารักชวนหลอน จุดเริ่มต้นที่คนมักจดจำเธอในลุคเด็กสาวผมสองสี อัลบั้มนี้ใช้ Sound ดนตรีที่ผสมผสานเสียงของเล่นเด็กจริงๆ มาสร้างเป็นบีทเพลง เช่น เสียงกล่องดนตรี เสียงเด็ก หรือเสียงกระดิ่ง ภายนอกดูเหมือนเพลงเด็กน่ารัก แต่เนื้อหาจริงๆ สวนทางมาก เพราะมันคือการจิกกัดและสะท้อนปัญหาสังคม ครอบครัว และความสัมพันธ์ได้อย่างลึกซึ้งและเจ็บปวด

โดยมิวสิกวิดีโอแทบทุกตัวในบั้มนี้เชื่อมต่อกันหมดเป็นเนื้อเดียวคล้ายภาพยนตร์เรื่องสั้น โดย Melanie ลงทุนคิดสตอรี่บอร์ด วาดภาพมุมกล้อง และกำกับเองทั้งหมดเพื่อให้ภาพออกมาตรงปกที่สุด

🏫 2. K-12 (2019): โรงเรียนเวทมนตร์และภาพยนตร์มิวสิคัล ขยับเรื่องราวเข้าสู่รั้วโรงเรียนด้วยซาวด์แบบ Chamber Pop ที่เน้นใช้เครื่องสาย Strings และเสียงระฆังโรงเรียนโบราณมาทับซ้อนกับบีทฮิปฮอปแบบดาร์กๆ ทำให้ได้ฟีลลิ่งชวนฝันแต่ก็รู้สึกอึดอัดไปพร้อมกัน

สิ่งที่ยิ่งน่าทึ่งคือความตั้งใจระดับสิบของ Melanie เธอใช้เวลาทำนานถึง 4 ปีเต็มเพื่อเขียนบท กำกับ และแสดงนำเองในภาพยนตร์มิวสิคัลความยาวกว่าชั่วโมงครึ่งเพื่อฉายควบคู่ไปกับเพลง โดยบินไปถ่ายทำที่สถาปัตยกรรมโบราณในประเทศฮังการีจริงๆ เห็นว่าเธอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดด้วย

🧚‍♀️ 3. Portals (2023): การเกิดใหม่ในร่างสิ่งมีชีวิต 4 ตา

ยุคที่สร้างความฮือฮาและทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงยากที่สุด เพราะเธอทิ้งลุคเดิมแล้วเปลี่ยนผ่านไปเป็นสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายสีชมพูที่มี 4 ตาในโลกหลังความตาย ซาวด์ดนตรีเปลี่ยนไปเป็น Art Pop และ Alternative Rock ที่ดุดัน ดิบ ผสมเสียงธรรมชาติอย่างเสียงแมลงและนกร้องเพื่อสื่อถึงการสลายและเกิดใหม่

ตลอดการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก Melanie ยอมตื่นก่อนขึ้นโชว์หลายชั่วโมงเพื่อแต่งหน้าเอฟเฟกต์ หรือที่เรียกว่า Prosthetic Makeup และใส่หน้ากากยางซิลิโคนเพื่อแสดงสดในร่างตัวละคร 4 ตาตัวนี้ทุกรอบ โดยไม่มีใครได้เห็นใบหน้าจริงของเธอบนเวทีเลย

🔥 4. HADES (อัลบั้มล่าสุด): ดำดิ่งสู่มหากาพย์ดินแดนใต้พิภพ การเดินทางครั้งล่าสุดหลังจากจบไตรภาค Cry Baby คอนเซปต์อัลบั้มสะท้อนภาพสังคมผ่านธีมยมโลก ซาวด์ดนตรีผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ + Synth ที่หม่นลึก และบีทที่บิดเบี้ยวแบบ Hyperpop ทรงพลังและมีความขึงขังทางอารมณ์สูงมาก

ซึ่งงานภาพและแฟชั่นดาร์กแฟนตาซีทั้งหมดใน Era นี้ ได้ผู้กำกับและช่างภาพเกาหลีชื่อดังอย่าง Cho Gi-Seok มาเป็นผู้ดีไซน์ถ่ายทอดออกมา ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีจากผลงานการกำกับมิวสิกวิดีโอเพลง Zen ของ JENNIE หรือภาพคอนเซปต์โปรโมตสุดล้ำของวง XG พอมาผสานความเซอร์เรียลของ Melanie เลยกลายเป็นความดาร์กที่ไฮแฟชั่นและทรงพลังมากๆ พิสูจน์ว่าไอเดียในการสร้างโลกของเธอไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ

สำหรับมูนนี่แล้ว เมลานีอาจไม่ใช่ศิลปินกระแสหลักที่ฟังง่ายสำหรับทุกคน แต่เธอคือผู้เล่าเรื่องและนักสร้างสรรค์ ที่น่าสนใจมากๆ การคุม Identity และงานภาพในทุกๆ ยุคคือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจและชวนให้เราสนุกกับการแกะรอยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เธอซ่อนไว้ในเพลงเสมอเลยค่ะ 🐤💜💙

#MelanieMartinez #เพลงดีบอกต่อ #alternativepop #รีวิวเพลง #artpop

6/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสำหรับใครที่ชื่นชอบการฟังเพลงที่มีความลึกซึ้งและไม่ธรรมดา Melanie Martinez ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่ควรให้โอกาสด้วยตัวเองจริงๆ เพราะสิ่งที่เธอสร้างขึ้นนั้นไม่ใช่แค่อัลบั้มเพลงทั่วไป แต่เหมือนเป็นการเดินทางเข้าสู่จักรวาลจำลองที่มีเรื่องเล่าและตัวละครเป็นของตัวเอง หนึ่งในสิ่งที่ผมประทับใจคือความใส่ใจในรายละเอียดอย่างเช่นอัลบั้มแรก Cry Baby ที่ใช้เสียงของเล่นเด็กมาผสานในซาวด์ดนตรี เหมือนพาเราย้อนกลับสู่วัยเด็ก แต่กลับสะท้อนปัญหาสังคมและครอบครัวอย่างคมคาย ซาวด์เหล่านี้ทำให้ผู้ฟังอย่างผมรู้สึกว่าเพลงมีชีวิตและมีเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่แค่เสียงร้องและบีทธรรมดาๆ นอกจากนี้ใน K-12 ที่ Melanie เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นโลกโรงเรียนเวทมนตร์ และมีภาพยนตร์มิวสิคัลเป็นพาร์ทเสริม นับว่าเป็นการนำเสนอแบบครบเครื่องที่ทำให้แฟนเพลงได้ดื่มด่ำทั้งภาพและเสียงอย่างเต็มที่ ความตั้งใจระดับสูงในการสร้างสรรค์ฉากและการแสดงด้วยตัวเองถือว่าน่าชื่นชมมาก มาถึงอัลบั้มล่าสุด HADES ที่ผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และ Hyperpop อย่างกลมกล่อมและทรงพลัง เป็นอีกขั้นของการสร้างสรรค์ที่นิยามความรู้สึกผ่านบีทและเสียงที่บิดเบี้ยว เผยให้เห็นถึงความลึกซึ้งในธีมยมโลกที่อิงสัญลักษณ์และแฟชั่นดาร์กแฟนตาซีแบบไฮแฟชั่น ซึ่งได้ผู้กำกับชาวเกาหลีชื่อดังมาร่วมงาน การผสมผสานนี้ทำให้ภาพรวมงานออกมาแปลกใหม่และน่าติดตาม ประสบการณ์การฟังเพลงของ Melanie Martinez สำหรับผมคือการได้เข้าไปอยู่ในโลกที่เธอสร้างขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย แต่รู้สึกเหมือนได้เดินทางผ่านตัวละครและเรื่องราวที่มีความซับซ้อนและชวนคิดตาม นอกจากนี้การที่เธอไม่เปิดเผยใบหน้าจริงในช่วงทัวร์ด้วยการใช้หน้ากากและ Prosthetic Makeup ยังเพิ่มเสน่ห์ความลึกลับและความเป็นอาร์ตให้กับการแสดงสด อีกทั้งยังทำให้แฟนๆ รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับตัวละครนั้นโดยตรงเลย สำหรับใครที่ยังไม่เคยฟังหรือรู้จัก Melanie Martinez แนะนำให้เริ่มจาก Cry Baby แล้วค่อยๆ ไต่ระดับไปตามยุคต่างๆ ของเธอ เพราะแต่ละยุคมีเรื่องราวและจังหวะดนตรีเฉพาะตัวที่แตกต่างกันมาก ทำให้เห็นพัฒนาการและมุมมองศิลปะของเธอที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเธอที่ทำให้แฟนเพลงหลายๆ คนติดตามงานเพลงนี้ทั้งในแง่ดนตรีและศิลปะภาพรวม