เมื่อฉันติดยาแก้ปวด

: บทเรียนจากประสบการณ์เกือบ 15 ปี

จุดเริ่มต้นของวงจรปวดหัว

เรื่องราวของฉันเริ่มต้นตั้งแต่วัยรุ่น อายุประมาณ 14-15 ปี เมื่อฉันเริ่มมีอาการปวดหัวบ่อยครั้ง สมัยนั้นหมอให้ยาคาฟเฟอร์กอต ซึ่งตอนแรกก็ช่วยบรรเทาอาการได้ดี แต่พอยาหมดฤทธิ์ อาการปวดก็กลับมาอีก และที่แย่กว่านั้น ยิ่งกินยา อาการก็ยิ่งปวดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

.

หมอจึงเปลี่ยนยาให้ และแนะนำให้เข้านอนโรงพยาบาลเพื่อฉีดมอร์ฟีน คล้ายกับกระบวนการถอนยาเสพติด แต่ด้วยความที่มีสอบ ฉันจึงต้องกลับไปสอบก่อน แล้วจึงกลับมากินยาชุดใหม่

15 ปีที่ต้องต่อสู้กับความปวด

จากนั้นก็เป็นๆ หายๆ ไป บางช่วงกินยาป้องกันก็ดีขึ้น แต่แล้วก็ปวดอีก ฉันปวดหัวจนรู้สึกว่า วันไหนที่ไม่ปวดคือของขวัญจากพระเจ้า

อยู่กับความปวดจนชิน สนิทกับความเจ็บปวด

พกยาดม ยาหอม ตลอดเวลา

ทาหัว สระผม บ่อยๆ

พักสายตา ประคบน้ำแข็ง

ซื้อยากินเอง ไปนวด กินยาจีน ฝังเข็ง ทำโดยคะ

แต่ไม่เคยหายขาด พอหลังๆ อาการแย่ลงจนต้องเข้าไปฉีดยาแก้ปวดที่โรงพยาบาล เพราะทนไม่ไหวจริงๆ และหมอก็เพิ่มขนาดยามาเรื่อยๆ

.

คำแนะนำที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกคนบอกว่า "อย่าเครียด อย่าทำงานหนัก พักผ่อนให้มาก"

แต่ฉันทำทุกอย่างแล้ว!

ถึงจุดหนึ่ง อาการปวดมากจนไม่สามารถทำงานได้ เริ่มมีผลกระทบต่อการทำงานอย่างชัดเจน

.

จุดเปลี่ยนเจอคุณหมอ ดึงสติ!!!

ฉันตัดสินใจไปหาหมอเอกชนไม่ไกลจากออฟฟิศ ฝ

หมอด่าฉันยับ จะจับแอดมิท จับ MRI เจาะไขสันหลัง พร้อมกับบอกว่า:

"การปวดหัวไม่ใช่เรื่องปกติ คนปกติไม่ว่าจะเครียดหรือทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่ได้ปวดหนักขนาดนี้ ไม่ได้ป่วย 20 วันต่อเดือนแบบนี้ อันนี้ไม่ปกติ!"

หมอเล่าให้ฟังว่า "ฉันมีคนไข้ ICU 2 คน อาการแย่มาก หมอยังไม่ปวดหัวเลย ทุกคนมีความเครียด ทุกคนทำงานหนัก"

หทอทำงาน สัปดาห์ละ 70++ ชั่วโมง ยังไม่ปวด

.

ฉัน Realized ได้ว่า ฉันอดทนผิดจุดมาตลอด

หมอบอกว่า มันหายได้ แต่ต้องหาสาเหตุ และที่สำคัญ ต้องถอนยา

กฎข้อแรก: ปวดเมื่อไหร่ ห้ามกินยาแก้ปวด

ต้องค่อยๆ ให้ยาออกจากระบบร่างกาย

ถนนแห่งการฟื้นฟู

ตอนแรกได้ยาป้องกันจากหมอ อาการดีขึ้นมาสองอาทิตย์ แต่พอยาหมดและไม่ได้ไปตามนัด อาการก็กลับมาปวดอีก

ชีวิตมันยากจริงๆ

ตอนนี้ฉันกำลังลอง Dry Needling เพื่อหาทางเลือกในการแก้ปวดแบบอื่น

ข้อความถึงคนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน

อาการของ Medication Overuse Headache (MOH)

อาการติดยาแก้ปวด หรือ MOH มีลักษณะดังนี้:

ปวดหัวบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แม้กินยาแล้วก็ยังไม่หายสนิท

ต้องการยาในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม

ปวดหัวทันทีเมื่อหยุดยา

กินยาแก้ปวดมากกว่า 10-15 วันต่อเดือน

ถ้าคุณกำลังเป็น

รีบไปหาหมอทันที และหาวิธีแก้ปวดแบบทางเลือกอื่น อย่าปล่อยให้อาการลุกลาม

สิ่งที่อยากบอก

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเสียไปแล้วมันเอากลับมาคืนไม่ได้

สำหรับคนที่บ้างาน ฉันอยากจะบอกว่า:

พักผ่อนบ้างนะ

หาเวลาให้ตัวเอง

สุดท้ายเงินที่เราหาได้จะไปหมดกับค่ารักษาพยาบาลหมด

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเกินขนาด

การใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดส่งผลกระทบต่อ:

ระบบไต - สารพิษสะสม ทำงานหนักเกินไป

ระบบตับ - ต้องขับยาออกอย่างหนัก อาจเกิดความเสียหาย

ระบบประสาท - ทำให้เกิดวงจรปวดที่หยุดไม่ได้

ระบบทางเดินอาหาร - แผลในกระเพาะ ปวดท้อง

Take care ทุกคน

#รักษาสุขภาพ #ปวดหัว #ติดยา #MOH #ประสบการณ์จริง

2025/10/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมอาการติดยาแก้ปวด (Medication Overuse Headache หรือ MOH) เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดบ่อยครั้งเกินไป ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ปวดหัวหายขาด แต่กลับทำให้อาการแย่ลงเรื่อยๆ การรักษา MOH ต้องอาศัยการตระหนักรู้ถึงต้นเหตุ และการทำการถอนยาอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ที่ติดยานี้มานานหลายปี จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ที่เคยเผชิญกับการติดยาแก้ปวดมาอย่างยาวนาน พบว่าการให้หยุดใช้งานยาแก้ปวดเมื่อเกิดอาการปวดหัวเป็นกฎสำคัญ เพราะการใช้ยาซ้ำซ้อนทำให้อาการปวดหัวไม่ได้รับการฟื้นฟูและกลายเป็นวงจรอาการเรื้อรัง การมีความสนับสนุนจากแพทย์ที่เข้าใจและมีแผนการรักษาที่เป็นระบบ เช่น การตรวจ MRI หรือเจาะไขสันหลัง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เป็นขั้นตอนที่จะช่วยให้สามารถรักษาอาการนี้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การนำการบำบัดทางเลือกอย่าง Dry Needling ซึ่งเป็นการใช้เข็มเล็กๆ กระตุ้นบริเวณกล้ามเนื้อ เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดและลดอาการปวด ก็เป็นทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจ หลายคนพบว่าการบำบัดนี้ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัว ทำให้สามารถลดการพึ่งพายาแก้ปวดได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องไม่มองข้ามคือต้องดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ และทำกิจกรรมที่ช่วยคลายความตึงเครียด เช่น โยคะ หรือการเดินเล่น นอกจากช่วยบรรเทาอาการแล้ว ยังช่วยป้องกันการกลับมาของอาการปวดหัวในอนาคต ผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด เช่น ปัญหากระเพาะอาหาร ไต ตับและระบบประสาท ต้องได้รับการเอาใจใส่อย่างจริงจัง เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ การปรึกษาแพทย์อย่างต่อเนื่องและร่วมมือกันเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูจากอาการติดยาแก้ปวด ดังนั้นสำหรับผู้ที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน แนะนำให้รีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการวินิจฉัยและรับคำปรึกษาเกี่ยวกับแผนการถอนยาและการรักษาแบบบูรณาการ เพื่อชีวิตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน