“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์”
'If You Want Peace, Prepare for War' อำนาจแห่งสันติภาพจากความเข้มแข็ง
🇹🇭
มีบทความที่น่าสนใจจากเว็บไซต์สำนักงานพระคลังข้างที่ ได้บรรยายถึงพระราชอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งพระองค์มีพระราชปณิธานสูงสุดในการที่จะยกระดับประเทศสยามให้เทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาประเทศในเวทีสากล
🌻
เพื่อให้พระราชปณิธานของพระองค์บรรลุผล จึงจำเป็นต้องทรงปลูกฝังปณิธานดังกล่าวขึ้นในจิตใจคนในชาติด้วย และการที่ปณิธานนั้นจะบังเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีความรู้สึกรักชาติอย่างแท้จริงเป็นรากฐาน ตลอด 15 ปีแห่งการทรงราชย์ จึงทรงปลูกฝังความสำนึกรักในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ โดยยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงหน้าที่ที่ทุกคนพึงปฏิบัติในฐานะพลเมืองดี
🌻
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีถึงภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมมาแต่ทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะกรณี ร.ศ. ๑๑๒ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะได้เสด็จออกไปทรงศึกษาวิทยาการ ณ ประเทศอังกฤษเพียงเดือนเศษ ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๓ พรรษา
🌻
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้รับความโทมนัสอย่างแสนสาหัส ด้วยจำต้ องทรงสละดินแดนบางส่วนของประเทศ เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ ก็เพราะการขาดความพร้อมด้านกำลังทหาร
🌻
พระราชนิพนธ์ที่ว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น ทรงแสดงพระราชปณิธานไว้ชัดเจนว่า ทรงหวังถึง “ความสุข” ของคนไทยนั่นเอง
🌻
สำหรับฝากตะวันตก วลีที่ว่า 'If You Want Peace, Prepare for War' แม้ว่าจะเป็นแนวคิดตั้งแต่สมัยโรมัน แต่ก็ยังคงอยู่ในความคิดของผู้คนมากมายในปัจจุบัน และฝังลึกอยู่ในอำนาจการเมืองระหว่างประเทศเสมอมา
🌻
"ถ้าต้องการสันติภาพ จงเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม" นั้น เขียนขึ้นครั้งแรกโดยนายพลเวเกติอุสแห่งโรมัน เวเจติอุสเชื่อว่ากองทัพที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาสงบสุขจะช่วยป้องกันความเปราะบางและส่งเสริมการป้องปรามผู้รุกราน
🌻
แนวคิดเร ื่องสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง ได้ถูกนำมาปรับใช้ในประวัติศาสตร์ และมีอิทธิพลต่อกลยุทธ์ทางทหารจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองใดก็ตาม
🌻
คำกล่าวของเวเกติอุสได้รับการตีความว่า เวลาที่เหมาะสมในการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามไม่ใช่เมื่อสงครามกำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นเมื่อยามสงบสุข ในทำนองเดียวกัน กองทัพที่แข็งแกร่งในยามสงบสามารถส่งสัญญาณไปยังผู้รุกรานหรือผู้โจมตีที่คิดจะเข้ามาว่า การต่อสู้นั้นอาจไม่คุ้มค่า
🌻
เลขาธิการนาโต มาร์ค รุตเต เตือนเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมว่า ยุโรปกำลังเข้าสู่ "ช่วงวิกฤต" จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ขยายวงไปยังยุโรป สอดรับกับกระแสข่าวจากหน่วยข่าวกรองกลางของเยอรมนีคาดการณ์ว่ารัสเซียจะสร้างและปรับปรุงกองกำลังของตนให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติการโจมตีนาโตภายในปี 2029 และประเทศในยุโรปกำลังสร้างกำแพงป้องกันตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของนาโต
🌻
สาธารณรัฐโปแลนด์ ประเทศที่ให้การสนับสนุนองค์การนาโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศคู่สงคราม รัสเซีย-ยูเครน และอยู่รวมในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตลอดมา นอกจากนี้ ยังเป็นท่อส่งอิทธิพลของตะวันตกตั้งแต่ปรัชญา การเมือง ไปจนถึงทัศนศิลป์สู่ยูเครน
🌻
โปแลนด์เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนอย่างเข้มแข็งที่สุดของยูเครนนับตั้งแต่วันแรกของสงคราม ช่วยเหลือทางทหาร การเงิน และด้านมนุษยธรรม
🌻
ท่ามกลางการรุกรานของรัสเซีย โปแลนด์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งหลักสำหรับอาวุธจากประเทศตะวันตกอื่นๆ และจัดหาฐานทัพทหารสำหรับฝึกทหารยูเครน
🌻
ขณะนี้ โปแลนด์ได้ตัดสินใจเตรียมความพร้อมสู่สงคราม ภายใต้โครงการป้องกันชายแดนตะวันออก (East Shield defense program) เพื่อเสริมกำลังป้องกันตามแนวชายแดนติดกับเบลารุสและภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย โดยมีแผนสร้างป้อมปราการตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร
🌻
การก่อสร้างแนวป้องกันตามแนวชายแดนรัสเซีย จะมีการติดตั้งโครงสร้างป้องกันรถถังคอนกรีตรูปทรงคล้ายเม่นจำนวน 3,500 ชิ้น โดยโครงการนี้วางแผนจะแล้วเสร็จภายในปี 2028 ด้วยงบประมาณลงทุนของรัฐบาลโปแลนด์ประมาณ 2.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินลงทุนเพิ่มเติมจากจากสหภาพยุโรปและนาโต
🌻
โครงการนี้มีกองทัพเยอรมนีเข้าร่วมในภารกิจ โดยจะดำเนินการด้านวิศวกรรมเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเตรียมตำแหน่งป้องกัน การขุดสนามเพลาะ การติดตั้งลวดหนาม และการสร้างสิ่งกีดขวางต่อต้านรถถังในพื้นที่ชายแดน ซึ่งภารกิจนี้ไม่จัดอยู่ในประเภทการส่งกำลังรบ ดังนั้นจึงไม่จำเป็ นต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาเยอรมัน
🌻
โครงการ 'East Shield' ประกอบด้วยการก่อสร้างป้อมปราการแนวป้องกันคล้ายขนเม่นและสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติเช่น คูน้ำต่อต้านรถถัง และสนามเพลาะ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คล้ายคลึงกับป้อมปราการของยูเครน
🌻
เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 รัฐสภาโปแลนด์ได้ตัดสินใจอนุมัติข้อเสนอของรัฐบาลในการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งกำหนดให้ประเทศผู้ลงนามต้องยกเลิกการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยอ้างว่าจำเป็นต้องใช้ทุ่นระเบิดเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากรัสเซีย พร้อมทั้งวางแผนที่จะติดตั้งทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของประเทศ
🌻
สาธารณรัฐโปแลนด์ลงนามในสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 โดยกลายเป็นรัฐภาคีเมื่อวัน ที่ 1 มิถุนายน 2556 และในช่วงสามปีต่อมาได้ทำลายทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลทั้งหมดกว่าหนึ่งล้านลูก ปัจจุบันมีกว่า 160 ประเทศที่ตกลงตามเงื่อนไขของอนุสัญญาว่าด้วยทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Ottawa Treaty) โดยประเทศที่ยังไม่ตกลง ได้แก่ รัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา
🌻
ในเดือนมีนาคม 2568 โปแลนด์ได้เริ่มกระบวนการทางการเมืองเพื่อถอนตัวออกจากสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิด และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ลิทัวเนียและฟินแลนด์ก็ได้ประกาศแผนที่จะกลับมาผลิตทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลอีกครั้งในปี 2026 ในขณะที่ลัตเวียและเอสโตเนียก็กำลังถอนตัวออกจากอนุสัญญาออตตาวาเช่นกัน
🌻
โปแลนด์กำลังกลับมาผลิตทุ่นระเบิดอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงครามเย็น โดยอ้างว่าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับชายแดนด้านตะวันออกและเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การผลิตสามารถเริ่มต้น ได้หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาถอนตัวหกเดือน นั่นคือตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป
🌻
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า บริษัท Belma ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของโปแลนด์ และเป็นผู้จัดหาทุ่นระเบิดหลายประเภทให้กับกองทัพอยู่แล้ว วางแผนที่จะผลิตทุ่นระเบิดหลากหลายประเภท รวมถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล จำนวน 5-6 ล้านลูก เพื่อวางตามแนวชายแดนตะวันออกของโปแลนด์ โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 ลูกต่อปี แต่ในปีหน้าโรงงานจะสามารถผลิตได้มากถึง 1.2 ล้านลูก
🌻
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568 นายปาเวล เบจดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ ระบุว่าโปแลนด์จะเริ่มการผลิตทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายให้กลุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐโปแลนด์ (Polska Grupa Zbrojeniowa, PGZ) ผลิตทุ่นระเบิดให้ได้มากถึงหนึ่งล้านลูก
🌻
นายพาเวล ซาเลฟส กี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์กล่าวว่า หากการผลิตเกินความต้องการภายในประเทศ ก็สามารถจัดส่งให้แก่พันธมิตร โดยเฉพาะยูเครนได้ เขากล่าวว่าความมั่นคงของยุโรปและโปแลนด์เชื่อมโยงกับแนวรบรัสเซีย-ยูเครน ทำให้การสนับสนุนเคียฟเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก
🌻
แน่นอนการผลิตทุ่นระเบิดขึ้นใหม่จะทำให้อาวุธชนิดนี้หาได้ง่ายขึ้นและซื้อได้ง่ายขึ้น การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการทำให้อาวุธที่ถูกห้ามใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 ซึ่งเป็นปีที่สนธิสัญญาออตตาวาเริ่มมีผลบังคับใช้ กลายเป็นเรื่องปกติ และทำให้สนธิสัญญานั้นอ่อนแอลง
🌻
องค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อห้ามทุ่นระเบิด (ICBL) ได้ออกประณามอย่างรุนแรงต่อเจตนาของโปแลนด์ที่จะถอนตัวออกจากสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดซึ่งช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก โดยได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อสหประช าชาติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568.
เครดิต : เพจเนื้อติดมัน
https://www.blockdit.com/posts/694ad0be5128718bd0d517f5
คำกล่าวที่ว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” ไม่เพียงเป็นคำสอนทางยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงแนวคิดสันติภาพผ่านความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเตรียมพร้อมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนและรัฐในสถานการณ์วิกฤติที่อาจเกิดสงครามได้เสมอ ในยุคปัจจุบัน คำสอนนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นแนวทางสำคัญในการจัดการกับภัยคุกคามระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของโปแลนด์ที่เผชิญกับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อโปแลนด์ได้ตัดสินใจเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศผ่านโครงการ 'East Shield' เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนตะวันออกอย่างจริงจัง โครงการนี้รวมถึงการก่อสร้างป้อมปราการยาว 800 กิโลเมตร ที่ติดตั้งโครงสร้างป้องกันรถถังคอนกรีตรูปทรงคล้ายเม่นกว่า 3,500 ชิ้น รวมถึงการขุดสนามเพลาะและติดตั้งสิ่งกีดขวางต่างๆ ที่ไม่เพียงช่วยชะลอศัตรู แต่ยังเป็นสัญญาณแสดงความพร้อมและความเข้มแข็งให้กับฝ่ายตรงข้ามรับรู้ ในขณะเดียวกัน โปแลนด์ยังได้เลือกที่จะถอนตัวจากสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อเปิดทางให้ประเทศสามารถผลิตและติดตั้งทุ่นระเบิดได้ตามแนวชายแดนที่เผชิญกับความเสี่ยงจากรัสเซีย แม้จะส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศ การกระทำของโปแลนด์สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการยกระดับความสามารถในการป้องกันตนเองและสนับสนุนพันธมิตร โดยเฉพาะในบริบทของสงครามในยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคยุโรปโดยรวม หน้าที่ของประเทศชาติจึงต้องมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในยามสงบ เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียเมื่อเกิดวิกฤติ สุดท้าย แนวคิดนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เราควรตระหนักว่า การวางแผนและเตรียมพร้อมทางการทหารและการป้องกัน เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งต้องประกอบด้วยความรักชาติ รู้เท่าทันภัยคุกคาม และการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในสังคม เพื่อรักษาความสงบสุขให้ยั่งยืนต่อไป
