ทำความรู้จัก "ไวรัสนิปาห์" ไร้วัคซีนป้องกัน
โลกกำลังเฝ้าระวังการกลับมาของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เมื่อทางการอินเดียประกาศว่าพบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 5 ราย และกำลังกักตัวกลุ่มเสี่ยงอีกประมาณ 100 คน ที่รัฐเวสต์เบงกอล ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ซึ่งผู้ติดเชื้อบางราย เป็นบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองบาราซัต ใกล้กับเมืองหลวงโกลกาตา ของรัฐเวสต์เบงกอล
🦇
องค์การอนามั ยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์อยู่ในกลุ่มเชื้อโรคสำคัญลำดับต้นๆ จากระดับการระบาด และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
🦇
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus : NiV) มาจากไหน?
🦇
แหล่งสะสมเชื้อหลักตามธรรมชาติคือ ค้างคาวผลไม้ (Pteropus) แต่สัตว์ที่สามารถติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ คือ สุกร สุนัข แพะ แมว ม้า และแกะ ซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะโรค มนุษย์มักติดเชื้อเมื่อบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนด้วยน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระของค้างคาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำยางดิบจากต้นอินทผลัม ซึ่งเป็นประเพณีที่รู้จักกันดีในบางส่วนของเอเชียใต้ จึงมีแนวโน้มที่การติดเชื้อจะแพร่กระจายในพื้นที่ชนบทที่ทำการเกษตร และพื้นที่ติดกับป่า
🦇
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus : NiV) เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ในสกุล Henipaviruses วงศ์ Paramyxovidae ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบเป็นหลัก และอยู่สกุลเดียวกับเฮนดราไวรัส (Hendra virus : HeV)) ซึ่งก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเป็นหลัก
🦇
ไวรัส์นิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรง และเกิดการติดเชื้อไข้สมองอักเสบในมนุษย์ โดยพบผู้ป่วยทั้งหมด 265 ราย เสียชีวิต 105 ราย การระบาดครั้งนั้น มีการกำจัดสุกรไปกว่าล้านตัวเพื่อช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรค ในระยะแรก
🦇
ในปี 2542 พบผู้ป่วยที่ประเทศสิงคโปร์ จากการสัมผัสสุกรซึ่งนำเข้าจากมาเลเซีย โดยพบผู้ป่วยจำนวน 11 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ต่อมาพบการระบาดในเมืองสิริกุรี ตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในปี 2544 โดยมีผู้ป่วยจำนวน 66 ราย เสียชีวิต 45 ราย และมีการระบาดในประเทศบังคลาเทศ ในปี 2544-2555 โดยมีผู้ป่วย 214 ราย เสียชีวิต 166 ราย
🦇
การระบาดในประเทศ อินเดียและบังคลาเทศ เกิดจากการบริโภคน้ำจากผลอินทผลัมที่ปนเปื้อนน้ำลายของค้างคาวผลไม้ และมีการติดต่อสู่คน ไม่เหมือนการระบาดในประเทศมาเลเซียซึ่งเกี่ยวกับการสัมผัสสุกร รวมทั้งมีอาการแสดงแตกต่างกัน จึงมีการแบ่งเป็นสายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังคลาเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการระบาดในประเทศฟิลิปปินส์ โดยพบผู้ป่วยจำนวน 17 ราย และพบม้าเสียชีวิตจำนวนมาก การแพร่ระบาดเกิดจากการสัมผัสม้าที่ติดเชื้อ
🦇
การระบาดของโรคนิปาห์ในอินเดียยังคงมีรายงานผู้ป่วยทุกปีอย่างต่อเนื่อง การระบาดมักเกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมตามฤดูกาลของค้างคาวผลไม้และประเพณีการบริโภคอาหาร เช่น การดื่มน้ำหวานจากต้นอินทผลัมสด โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้การเฝ้าระวังทำได้ยากข ึ้น
🦇
🦠ไวรัสนิปาห์คล้ายกับโควิด-19 หรือไม่?
ไวรัส Nipah และ Covid-19 มีความแตกต่างกันในหลายด้าน :
🔴 สาเหตุของโรค : ไวรัสนิปาห์เป็นไวรัสในกลุ่มพาราไมโซไวรัส ในขณะที่โควิด-19 เกิดจากไวรัสโคโรนา
🔴 การแพร่เชื้อ : โรคนิปาห์แพร่จากสัตว์สู่คนเป็นหลัก และผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างคนกับคน ส่วนโควิด-19 แพร่เชื้อส่วนใหญ่ผ่านละอองฝอยในอากาศ ทำให้ติดต่อได้ง่ายมากในประชากรมนุษย์
🔴 อาการ : แม้ว่าทั้งสองโรคจะทำให้เกิดภาวะหายใจลำบากได้ แต่โรคนิปาห์มักเกี่ยวข้องกับอาการทางระบบประสาทและโรคไข้สมองอักเสบมากกว่า ในขณะที่โควิด-19 อาจทำให้เกิดอาการได้หลากหลาย เช่น มีไข้ ไอ สูญเสียการรับรสหรือกลิ่น และอื่นๆ
🔴 มาตรการป้องกัน : กลยุทธ์การป้องกันแตกต่างกันไปตามวิธีการแพร่เชื้อ โดยโควิด-19 เน้นการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระ ยะห่างทางสังคม ในขณะที่การป้องกันโรคนิปาห์เน้นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์บางชนิดและอาหารที่ปนเปื้อน
🦇
การติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการไม่จำเพาะเจาะจง มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ทำให้ยากที่จะแยกแยะออกจากโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอและหายใจลำบาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจ
🦇
ไวรัสจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปสู่โรคทางระบบประสาทที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้สมองอักเสบ อาจมีอาการง่วงซึม สับสน ชัก และโคม่า
🦇
แม้ว่าไวรัสนิปาห์ติดต่อได้ยากกว่าโควิด-19 แต่ก็อาจร้ายแรงมากกว่าได้ ด้วยไวรัสนิปาห์สามารถนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจเฉียบพ ลันและโรคทางระบบประสาทที่รุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตที่สูง เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะที่ได้รับการอนุมัติ ทำให้เกิดการระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไวรัสนิปาห์จึงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม
🦇
ขณะนี้รัฐบาลเนปาลได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์เข้าสู่เนปาล หลังจากพบการแพร่ระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน
🦇
.
จากการศึกษาในประเทศไทยโดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา พบเชื้อนิปาห์ไวรัส ร้อยละ 7.8 ในค้างคาวผลไม้จากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ถูกกำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อพบผู้ป่วยที่ยืนยันผล
🦇
การแพร่ระบาดทั่วโลก : พบร่องรอยของไวรัสใน ประเทศออสเตรเลีย บังกลาเทศ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี กานา ไทย และติมอร์-เลสเต
🦇
เมื่อกลางปี 2568 มีข้อมูลจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS Pathogens รายงานว่า มีการค้นพบไวรัส พร้อมด้วยแบคทีเรียและปรสิตสายพันธุ์ใหม่หลายชนิด ในค้างคาวที่อาศัยอยู่ในสวนผลไม้ในมณฑล ยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศจีน ซึ่งนักวิจัยจากสถาบันควบคุมและป้องกันโรคประจำถิ่นยูนนาน ระบุว่า ไวรัสเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ ไวรัสนิปาห์ (Nipah) และไวรัสเฮนดรา (Hendra) ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในสมองอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อโรคระบบทางเดินหายใจในมนุษย์
🦇
การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมณฑลยูนนานได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่ง รวมความหลากหลายของค้างคาว แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยังไม่ชัดเจน แต่การศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าค้างคาวเกือกม้าเป็นหนึ่งในสัตว์พาหะที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่แพร่กระจายไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากค้างคาวมาสู่มนุษย์
🦇
อย่างไรก็ตาม ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตทั้งหมดที่ติดเชื้อในค้างคาวนั้นยังคงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่อุจจาระของค้างคาวเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ตรวจสอบอวัยวะภายใน
🦇
การศึกษาล่าสุดได้ตรวจสอบภายในไตของค้างคาว 142 ตัวจาก 10 สายพันธุ์ ซึ่งเก็บรวบรวมมาตลอดระยะเวลาสี่ปีจากห้าพื้นที่ในมณฑลยูนนาน การวิเคราะห์ลำดับจีโนมของตัวอย่างเผยให้เห็นไวรัส 22 ชนิด ซึ่ง 20 ชนิดเป็นไวรัสที่ไม่เคยพบมาก่อนในทางวิทยาศาสตร์ ในจำน วนนี้ สองชนิดเป็นไวรัสอยู่ในสกุลเดียวกับไวรัสนิปาห์และเฮนดรา
🦇
นอกจากนี้ ในสหราชอาณาจักร ยังพบไวรัสสองชนิดที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้าในค้างคาวได้แก่ EBLV-1 และ EBLV-2 ไวรัสทั้งสองชนิดนี้หายากมากและพบได้ในค้างคาวเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น เชื้อไวรัสค้างคาวทั้งสองสายพันธุ์นี้ พบในค้างคาวเพียง 59 ตัว จากทั้งหมด 19,000 ตัว ที่ได้รับการทดสอบตั้งแต่ปี 2529 และมีเพียง 2 ใน 18 สายพันธุ์ค้างคาวเท่านั้นที่ตรวจพบเชื้อ ได้แก่ ค้างคาวเซโรทีน (Serotine bat) และค้างคาวดอเบนตัน (Daubenton's bat)
🦇
มีการค้นพบเชื้อโรคชนิดใหม่ที่เรียกว่าไวรัสแคมป์ฮิลล์ (Camp Hill virus) ในรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบตัวอย่างเนื้อเยื่อของหนูชรูว์หางสั้น ซึ่งมักอาศัยอยู่ในป่าและไม่ค่อยได้สัมผัสกับผู้คนมากนัก โดยไวรัสที่พบเป็นกลุ่มไวรัสเฮนิปา
🦇
อย่างไรก็ตาม ไวรั สในสกุล Henipaviruses สามารถติดเชื้อในสัตว์หลายชนิด รวมถึงค้างคาว ม้า ลิง สุนัข แมว และแม้แต่หนู ซึ่งหมายความว่าไวรัสเหล่านี้ปรับตัวได้ดีและมีโอกาสแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ได้หลายวิธี.
เครดิต : #blockditเนื้อติดมัน
จากประสบการณ์ติดตามข่าวสารและงานวิจัยด้านไวรัส ผมพบว่าไวรัสนิปาห์เป็นไวรัสที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่มีวัคซีนและวิธีรักษาเฉพาะแล้วยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากกว่าที่หลายคนคาดคิด ในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา มีรายงานการระบาดในอินเดียและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัฐเวสต์เบงกอล ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ด้วย ทำให้เห็นความรุนแรงและการติดต่อที่อาจเกิดขึ้นภายในชุมชนที่มีการดูแลผู้ป่วย สิ่งที่ผมสังเกตได้จากตัวอย่างการระบาดคือ ไวรัสนิปาห์มักแพร่ผ่านการสัมผัสกับค้างคาวผลไม้ หรือบริโภคน้ำหรือผลไม้ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาว เช่น น้ำยางต้นอินทผลัม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่พบในบางชุมชนในเอเชียใต้ การเฝ้าระวังการบริโภคอาหารประเภทนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ การเปรียบเทียบไวรัสนิปาห์กับโควิด-19 ที่มีการพูดถึงกัน พบว่าไวรัสนิปาห์ติดต่อได้น้อยกว่าและมีทางการแพร่เชื้อหลักจากสัตว์สู่คน และผ่านสัมผัสโดยตรงระหว่างคนกับคน แต่มันกลับมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่ามาก และก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทได้อย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง การป้องกันจึงขึ้นกับการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหะและอาหารที่อาจปนเปื้อน รวมถึงการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รับมือกรณีพบผู้ป่วย ข้อมูลวิจัยใหม่จากจีนในการตรวจพบไวรัสสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์และเฮนดราในค้างคาว สะท้อนถึงความหลากหลายและความยืดหยุ่นของไวรัสในสกุลนี้ ที่อาจส่งผลให้เกิดการระบาดใหม่ในอนาคตในหลายพื้นที่ทั่วโลก ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสาร การวางแผนระบบสาธารณสุข และตระหนักถึงพฤติกรรมการบริโภคจึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยสรุปแล้ว ไวรัสนิปาห์เป็นไวรัสที่ทุกคนควรตระหนักและใส่ใจ ในฐานะคนที่ติดตามข่าวและข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ผมขอแนะนำให้ทุกคนหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือสัมผัสกับสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ และหมั่นติดตามข่าวการเฝ้าระวังการระบาด เพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้างจากโรคนี้

น่ากลัว