We just have this age....
We tried to do both service, factory, sales. Finally, we ended up at the factory because we like not to talk to customers, not to carry the pressure back home, work like robots over and over again.
Until I found it, it was a factory close to home, morning and evening, and it was only a 20-minute journey, and I was worried that I wouldn't do well, I would be scolded, but that idea disappeared when I found... Chief Dee.
The first day I went in to speak well, teach good work, almost holding hands to do it. The first day I did it. Oh, cool, a person who cares a lot about the subordinates, rarely see Ween or who, if not doing anything bad, hahaha
Colleagues are both good and bad. Factory society is like this, but most people here are cute and nice. Maybe because our mother knows a lot of people here, so he has compassion on us. We should be the youngest in the factory.
But to quit because.... It's so hot!!!Plus migraine is hell, and suddenly the body is exhausted, feeling bad, feeling bad.
I didn't concentrate on working, so I decided to come out to treat myself first. I'm very sorry. 😭
# Tell stories in the past # Experience # Resign # First work # lemon 8 diary
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงที่เริ่มทำงานโรงงานในวัยเพียง 19 ปี ประสบการณ์ที่ได้ถือว่าเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับชีวิตการทำงาน "งานโรงงาน" สำหรับหลายคนอาจดูเหนื่อยและซ้ำซาก แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ความอดทนและการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ต่างจากงานบริการหรือการขายของ หนึ่งในความโชคดีที่เจอคืองานที่ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากนัก ทำให้อารมณ์ไม่ต้องกดดันเวลาทำงาน ในขณะเดียวกันก็ได้ทำงานใกล้บ้าน เดินทางง่าย ใช้เวลาน้อย ทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้นเยอะ หัวหน้าก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก เป็นมิตรและคอยช่วยสอนงานอย่างละเอียด โดยเฉพาะวันที่มีโอทำงานได้จริงในวันแรกก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ใจดีแบ่งปันขนมและบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น แม้ว่าจะมีทั้งคนดีและคนที่ต้องปรับตัวด้วยบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นสังคมที่เข้าใจและช่วยเหลือกันในโรงงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจลาออกนั้นมาจากสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดจนทำให้อาการไมเกรนแย่ลงอย่างมาก ทุกครั้งที่ทำงาน รู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีสมาธิ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน จึงต้องเลือกลาออกเพื่อพักฟื้นตัวเองและรักษาอาการไมเกรนก่อน แม้จะรู้สึกเสียดายที่ต้องถอยออกจากงานที่ชอบด้านบรรยากาศและคนร่วมงานก็ตาม จากประสบการณ์นี้ จึงเป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า "สุขภาพต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง" และงานใด ๆ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับร่างกาย ก็อาจไม่ใช่งานที่ดีสำหรับเราในระยะยาว หากใครกำลังเผชิญกับปัญหาคล้ายกัน ควรพิจารณาสุขภาพตนเองให้มากและเลือกงานที่เหมาะสม เพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


