การก่อสร้างที่น่าทึ่งของ Opera House ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

หากพูดถึง Opera House

ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

และมีเทคนิคการก่อสร้างที่น่าสนใจที่สุด

คงหนีไม่พ้น Sydney Opera House

แห่งนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

•• สิ่งก่อสร้างรอบโลก Ep.4 ••

วันนี้ ผมขอยกประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประเด็น มาพูดคุยกันนะครับ

.

.

🟠 ในช่วง ค.ศ. 1955 - 1957

ผู้ที่ประกวดแบบชนะ คือ สถาปนิกชาวเดนมาร์ก

แบบของเขาในตอนแรกเป็นเพียงภาพร่างลายเส้นที่ดูคล้าย "เปลือกหอย" หรือ "ใบเรือ"

ในแบบร่างดั้งเดิม เปลือกหอยมีลักษณะโค้งมนแบบอิสระ (Free-form)

ซึ่งในยุคที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณแบบละเอียด การสร้างหลังคาคอนกรีตทรงนี้ให้สมดุลและไม่พังลงมานั้น "เป็นไปไม่ได้" ในทางวิศวกรรมขณะนั้น

นี่คือส่วนที่ยากที่สุด..

สถาปนิกและวิศวกรใช้เวลาแก้โจทย์อยู่หลายปี

จนกระทั่งมีการคิดค้น "Spherical Solution"

หรือ การทำให้เปลือกหอยทุกชิ้นมีความโค้งมาจากรัศมีของวงกลมวงเดียวกัน เหมือนการหั่นเปลือกส้ม

วิธีนี้ช่วยให้สามารถหล่อชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานมาประกอบกันได้

.

.

🟠 ในส่วนของ “วัสดุผิวหลังคา” ที่เป็นเซรามิกเคลือบเงานั้น

ในวงการสถาปัตยกรรมมักเรียกว่า "Sydney Tile" เพราะเป็นการผลิตขึ้นเพื่อโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ

ผู้ออกแบบต้องการให้ผลงานชิ้นนี้ เป็นงานประติมากรรมสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวซิดนีย์

ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีสันไปตามช่วงเวลาของวัน

เป็นวัสดุที่ "เงางามแต่ไม่สะท้อนแสงจนแสบตา" (Glossy but not mirror-like)

จึงใช้กระเบื้องจากสวีเดน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นพิเศษ โดยใช้เวลาถึง 3 ปี เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่เลียนแบบชามเซรามิกของญี่ปุ่น

• ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ผิวกระเบื้องที่มีเม็ดหินละเอียดผสมอยู่ ทำให้แสงที่ตกกระทบเกิดการหักเหอย่างนุ่มนวล ทำให้ตัวอาคารดูมีชีวิตชีวา

เปลี่ยนจากสีขาวนวลในตอนกลางวัน

เป็นสีชมพูหรือสีส้มในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน

• ผิวเคลือบถูกออกแบบมาให้คราบสกปรกไม่เกาะติดง่าย และเมื่อฝนตก น้ำฝนจะชะล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกให้ไหลลงมาได้เองตามธรรมชาติ

• มีผสมผสานของ 2 เฉดสี (The Chevron Pattern)

หากมองไกลๆ จะเห็นเป็นสีขาวบริสุทธิ์

แต่ถ้ามองใกล้ๆ จะพบว่ามีการใช้กระเบื้อง 2 ชนิดวางสลับกันเป็นลาย Chevron ได้แก่

1. สีขาวเคลือบเงา (Glossy White) เพื่อสะท้อนแสงแดด

2. สีครีมผิวด้าน (Matte Cream) เพื่อลดความจ้าและเพิ่มมิติ

การสลับโทนสีนี้ช่วยให้ตัวอาคารดูไม่แบนราบและมีความลึกในเชิงสถาปัตยกรรม

.

.

🟠 ระบบทำความเย็นของ Sydney Opera House ถือเป็นงานวิศวกรรมที่ล้ำสมัยมากในยุค 1960

โดยใช้แนวคิดที่ปัจจุบันเราเรียกว่า "Sea Water Cooling System" เป็นการใช้พลังงานจากธรรมชาติมาช่วยระบายความร้อนครับ

แทนที่จะใช้พัดลมระบายความร้อนขนาดใหญ่ตั้งไว้บนหลังคาเหมือนตึกทั่วไป ซึ่งจะทำลายความสวยงามของสถาปัตยกรรม

วิศวกรเลือกใช้ "น้ำในอ่าวซิดนีย์" เป็นตัวรับความร้อนแทนครับ

• ระบบจะสูบน้ำทะเลจากอ่าวซิดนีย์ขึ้นมาผ่านท่อหมุนเวียน

• น้ำทะเลนี้จะวิ่งผ่านตัวแลกเปลี่ยนความร้อน เพื่อดึงความร้อนออกจากระบบปรับอากาศภายในอาคาร

• เมื่อน้ำทะเลรับความร้อนไปแล้ว ก็จะถูกปล่อยกลับลงสู่อ่าวตามเดิม โดยที่ตัวน้ำทะเลไม่ได้เข้าไปผสมกับระบบน้ำเย็นที่ใช้ทำความเย็นในห้องจริงๆ

✔️ท่อที่ใช้ต้องทำจากวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็มเป็นพิเศษ

✔️ต้องมีระบบกรองที่ละเอียดมาก เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ทะเลตัวเล็กๆ หรือเพรียงเข้าไปเกาะและอุดตันภายในท่อ

✔️ต้องทำงานอย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง

เพราะภายใน Opera House มีการใช้เครื่องดนตรีไม้จำนวนมาก เช่น เปียโน เครื่องสาย ซึ่งไวต่อความชื้นและอุณหภูมิ

แม้จะมีการปล่อยน้ำที่อุ่นขึ้นกลับลงสู่อ่าว แต่ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไป จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในน้ำรอบๆ ตัวอาคารครับ

.

.

นอกจากประเด็นที่ยกมาข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องราวเลยครับ ถือเป็นการก่อสร้างที่น่าประทับใจอย่างมาก

แม้กระทั่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้ Opera house แห่งนี้ เป็นมรดกโลกในปี 2007 โดยบรรยายว่าเป็น "ผลงานชิ้นเอกของความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์" ครับ

.

.

นึกถึงการคุมงาน ไม่มีเวลา หรือเจอปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย นึกถึง

"บริษัท N36 Engineering จำกัด"

👉 ติดต่อสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง

📲 Line

👷🏼‍♂️วิศวกรที่ปรึกษา @624jagph

#operahouse

#วิศวกรที่ปรึกษา

#ที่ปรึกษาควบคุมงาน

#ตรวจบ้าน

#ตรวจคอนโดโดยวิศวกรโยธา

1/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการก่อสร้าง Sydney Opera House ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับวิศวกรและสถาปนิกทั้งหลาย นอกจากองค์ประกอบหลักที่ได้กล่าวถึงแล้ว ในฐานะที่เคยได้มีโอกาสศึกษางานนี้อย่างละเอียด ผมขอแบ่งปันมุมมองเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจ หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของการก่อสร้าง คือ การปรับใช้เทคโนโลยีและวิธีการสมัยใหม่ร่วมกับแนวคิดการออกแบบที่ใช้อิสระเต็มที่ เช่น การแก้ไขโจทย์ของหลังคาเปลือกหอยให้สามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนแบบเรียบร้อยและประกอบได้อย่างรวดเร็วโดยใช้หลัก "Spherical Solution" ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมที่ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือของทีมสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้าง วัสดุที่ใช้สำหรับผิวหลังคาก็เป็นการผสมผสานของงานศิลป์กับวิศวกรรมอย่างลงตัว Sydney Tile ที่พัฒนาขึ้นใช้เวลาหลายปี และการออกแบบให้มีลวดลาย Chevron ที่ทำให้ตัวอาคารดูมีระดับมิติและไม่แบนเรียบ โดยยังคงความสามารถในการสะท้อนแสงธรรมชาติได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ระบบทำความเย็นที่ใช้เทคโนโลยี Sea Water Cooling System ในยุค 1960 ถือว่าล้ำหน้ามาก การนำเอาน้ำทะเลรอบอ่าวซิดนีย์มาใช้ระบายความร้อนแทนการใช้พัดลมบนหลังคาแบบเดิม ช่วยรักษาความสวยงามของสถาปัตยกรรมและคุมสภาพอากาศภายในเพื่อปกป้องเครื่องดนตรีไม้ที่ไวต่ออุณหภูมิและความชื้น สิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการคิดอย่างยั่งยืนและการเคารพต่อระบบนิเวศน์ในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ผ่านประสบการณ์การศึกษางานนี้ ผมเห็นได้ชัดว่าความสำเร็จของ Sydney Opera House นั้นมาจากการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และวิศวกรรมระดับสูง รวมถึงการแก้ไขปัญหาท้าทายอย่างเป็นระบบ นับเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ทำงานในวงการก่อสร้างและออกแบบในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ งานก่อสร้างไม่เพียงแค่เกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงแต่ต้องผสมผสานความงาม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลงานที่ไม่เพียงโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมแต่ยังคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว