🧠 1) คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐ (20 ก.พ. 2569 / 2026)

ศาลฎีกาสหรัฐวินิจฉัยว่า

➡️ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้อำนาจ IEEPA ขึ้นภาษีขาเข้า (tariffs) แบบที่ทรัมป์ประกาศ

➡️ ต้องคืนภาษีบางส่วนให้ผู้ประกอบการและห้ามใช้มาตรการในลักษณะนั้นอีกต่อไป

➡️ เป็นการคุมอำนาจฝ่ายบริหารและยืนยันว่าการเก็บภาษีต้องผ่าน รัฐสภา (Congress) เท่านั้น

คำตัดสินนี้ทำให้ตลาดต้องปรับทิศทางทั้งในแง่การค้า นโยบาย และความเสี่ยงการเมือง

🟦 2) ผลตอบสนองที่เกิดขึ้นในตลาด

📉 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)

แนวโน้มระยะสั้น: อ่อนค่าหรือ Sideway

ความไม่แน่นอนทางนโยบายลดแรงกดดันต่อดอลลาร์

นักลงทุนบางส่วนเทขาย USD เพื่อย้ายทุนไปสินทรัพย์เสี่ยง

ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจไม่จำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูง

ระยะกลาง: ขึ้นอยู่กับท่าที Fed และภาพเศรษฐกิจจริง ➡️ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็ง → USD อาจฟื้น

➡️ ถ้าเศรษฐกิจชะลอ → USD อ่อนต่อ

📌 สรุป: USD อ่อนค่าหรือแกว่งตัวระยะสั้น แต่ไม่มีเทรนด์ชัดในระยะกลางโดยยังต้องดู #Fed

🟡 ราคาทองคำโลก (Gold Spot)

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังคำตัดสิน

นักลงทุนซื้อทองเพราะ “ความไม่แน่นอนทางนโยบาย”

ผลตอบรับจากตลาดทองคำชี้ว่า safe-haven demand ยังสำคัญ

➡️ #ราคาทองคำโลก ดีดขึ้นกว่า +1.0% – +1.5% ในวันเดียว

เหตุผลที่ทองไม่ลง

ถึงแม้คำตัดสินลดความเสี่ยงสงครามการค้า

แต่ตลาดตีความว่าการเมืองสหรัฐยังไม่แน่นอน

ไม่มีความชัดเจนว่ารายได้ภาษีที่ยกเลิกจะถูกทดแทนอย่างไร

🇺🇸 ตลาดหุ้นสหรัฐ

ตลาดหุ้นตอบสนองด้วย การรีบาวด์ทันที

Nasdaq และดัชนีใหญ่ฟื้นตัวจากข่าวดีทางนโยบายการค้า

➡️ แต่แรงซื้ออาจจำกัดหากภาพเศรษฐกิจจริงยังอ่อน

🇹🇭 ตลาดไทยและราคาทองไทย

ราคาทองคำไทย

ราคาทองไทยก็ ปรับขึ้นตามทองโลก (ทั้ง #GoldSpot และ #ค่าเงินบาท)

หากบาทอ่อนเล็กน้อยจากเงินทุนไหลออก → ทองไทยขึ้นแรงกว่าทองโลก

ตลาดหุ้นไทย

#SET Index อาจขึ้นบ้างจาก risk-on

แต่ต้องดูข่าวภายใน + เงินทุนต่างชาติไหลเข้า/ออก

🔄 3) ผลกระทบที่ตามมา

📌 เศรษฐกิจสหรัฐ

การลดแรงกดดันภาษีอาจช่วยธุรกิจและการบริโภค

แต่ไม่มีผลบวกทันทีถ้าเศรษฐกิจชะลอจริง

📌 Fed Policy

ศาลตัดสินนี้ อาจทำให้ตลาดคาดหวัง Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

ยิ่ง USD อ่อนในระยะสั้น

ทองคำได้ประโยชน์จากทั้ง Safe-haven + ดอลลาร์อ่อน

📌 การค้าโลก

ความไม่แน่นอนด้านการค้าระยะสั้นลดลง

แต่ “ความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐ” เพิ่มขึ้น

📌 ผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ข้อพิพาทอื่น ๆ (จีน-สหรัฐ, ตะวันออกกลาง) ยังมีบทบาทหลักผลักดันทองคำ

@พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭 @พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭 @พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭

2/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเงินในช่วงที่ผ่านมาหลังคำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจการขึ้นภาษีขาเข้าแบบที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศ พบว่ามีผลกระทบที่ชัดเจนต่อการเคลื่อนไหวของตลาดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำ ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักจะมีอาการอ่อนค่าหรือแกว่งตัวข้างเคียง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง แต่ทว่าความไม่แน่นอนในเชิงการเมืองภายในประเทศสหรัฐยังคงสูง ทำให้เทรนด์การเคลื่อนไหวของเงินทุนยังไม่นิ่ง นักลงทุนบางกลุ่มเลือกที่จะขายดอลลาร์และย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ตลาดหุ้นหรือทองคำ ราคาทองคำเองก็ได้แรงหนุนจากคำตัดสินนี้ เพราะนักลงทุนมองทองคำเป็น safe-haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อมีความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายการค้า ข้อมูลที่ติดตามมาแสดงให้เห็นว่าราคาทองคำโลกสามารถปรับตัวขึ้นได้ประมาณ 1-1.5% ภายในวันเดียวจากเหตุการณ์นี้ สำหรับตลาดหุ้นในสหรัฐ แม้ว่าจะมีการรีบาวด์ขึ้นหลังจากข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายการค้า แต่ก็ยังต้องจับตาภาพรวมเศรษฐกิจจริง เพราะหากเศรษฐกิจยังชะลอตัว การฟื้นตัวของตลาดอาจจำกัดและไม่แข็งแรงมากนัก ในตลาดไทยเอง ราคาทองคำปรับขึ้นตามราคาทองคำโลกและค่าเงินบาท โดยเฉพาะเมื่อเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อย ทำให้ราคาทองไทยปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าทองคำโลก ส่วนตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากภาวะ risk-on หรือความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามข่าวภายในประเทศและความเคลื่อนไหวของเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อประเมินทิศทางต่อไป ในแง่ของนโยบายการเงิน (Fed Policy) คำตัดสินนี้อาจทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจผ่อนคลายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น เนื่องจากความกดดันด้านนโยบายการค้าเบาบางลง ซึ่งมีผลต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์และส่งผลดีต่อตลาดทองคำ อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ยังมีข้อพิพาทระหว่างจีน-สหรัฐและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาทองคำและความเคลื่อนไหวของตลาดโลกโดยรวม การติดตามสถานการณ์จากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้า ดุลยภาพทางการเงิน และปัจจัยทางการเมือง ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลานี้เช่นกัน