สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร #JohnLarson แห่งรัฐคอนเนตทิคัต ได้เสนอญัตติ #ถอดถอน #Donald #Trump #ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยร่างขึ้นโดย Ralph Nader และ Bruce Fein นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งกล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในข้อกล่าวหา 13 ประการ ดังนี้:
ข้อที่ 1 — ทำสง ครามโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทรัมป์ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคแคริบเบียน เยเมน กาซา เลบานอน ซีเรีย และพื้นที่อื่น ๆ โดยที่รัฐสภาไม่เคยให้ความเห็นชอบ
ข้อที่ 2 — ส่งกำลังทหารเข้าสู่ท้องถนนในสหรัฐฯ
ทรัมป์ได้เรียกใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ในลอสแอนเจลิส ชิคาโก พอร์ตแลนด์ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งในญัตติระบุว่ามีเจตนาเพื่อสร้างความหวาดกลัวและยับยั้งการประท้วงของประชาชน
ข้อที่ 3 — การเนรเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ฝ่ายบริหารได้ควบคุมตัวและเนรเทศบุคคลโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือความคิดเห็นทางการเมือง
ข้อที่ 4 — ลงโทษผู้วิพากษ์วิจารณ์
ทรัมป์ได้ปลดเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและทนายความของกระทรวงยุติธรรมที่ทำงานเกี่ยวกับคดีวันที่ 6 มกราคม และได้ออกคำสั่งด้านการศึกษา K–12 ซึ่งในญัตติระบุว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ
ข้อที่ 5 — การอภัยโทษในลักษณะตอบแทนบุญคุณ
มีการอภัยโทษแก่ผู้ก่อเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม มากกว่า 1,500 ราย รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีข่มขืนและทารุณกรรมเด็ก
ข้อที่ 6 — บ่อนทำลายหน่วยงานของรัฐบาลกลาง
การปลดเจ้าหน้าที่จำนวนมากและการระงับงบประมาณโดยมิชอบ ได้ทำลายโครงการคุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และแรงงาน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายควบคุมการกันงบประมาณ (Impoundment Control Act) และกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (Administrative Procedure Act)
ข้อที่ 7 — ใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา
ทรัมป์ได้ระงับเงินอุดหนุน ใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้รับการจัดสรร และโอนงบประมาณ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ข้อที่ 8 — ปกปิดหลักฐาน
มีการปกปิดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ซึ่งในญัตติระบุว่าเป็นการขัดขวางการ ตรวจสอบเพื่อปกปิดการกระทำผิด
ข้อที่ 9 — ใช้กระทรวงยุติธรรมเป็นเครื่องมือ
ทรัมป์ได้สั่งให้มีการสอบสวนเพื่อตอบโต้บุคคลต่าง ๆ เช่น James Comey, Adam Schiff และ Jerome Powell รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ขณะเดียวกันได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรมยกเลิกการฟ้องร้องพันธมิตรทางการเมืองรายหนึ่ง
ข้อที่ 10 — เพิกเฉยต่อกฎหมายโดยสิ้นเชิง
ทรัมป์ได้ปลดผู้ตรวจการทั่วไป (Inspectors General) จำนวน 17 คน โดยไม่แจ้งให้รัฐสภาทราบล่วงหน้า 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อที่ 11 — เพิกถอนสิทธิการได้สัญชาติจากการเกิด
คำสั่งฝ่ายบริหารลงวันที่ 20 มกราคม พยายามเพิกถอนสัญชาติจากเด็กบางกลุ่มที่เกิดในสหรัฐฯ ซึ่งขัดต่อบทแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14
ข้อที่ 12 — สร้างสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาเอง
ทรัมป์ได้ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ” และเรียกการข้ามพรมแดนว่าเป็น “การรุกรานทางทหาร” ซึ่งทั้งสองกรณีถูกใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย มากกว่าจะเป็นการตอบสนองต่อวิกฤตที่แท้จริง
ข้อที่ 13 — แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งประธานาธิบดี
ทรัมป์ปฏิเสธที่จะถอนตัวจากธุรกิจของตน และใช้ อำนาจหน้าที่ของตำแหน่งเพื่อชี้นำเงินทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้าสู่กิจการส่วนตัวของตน
@พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭 @พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭 @พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭
ในฐานะผู้ที่สนใจการเมืองสหรัฐฯ ผมเห็นว่าญัตติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ สส. John Larson จากรัฐคอนเนตทิคัตเสนอมานั้น เปิดเผยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารงานของทรัมป์ในหลายด้าน ตั้งแต่การทำสงครามโดยไม่ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในเมืองใหญ่ เพื่อสกัดกั้นการประท้วงของประชาชนในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ข้อกล่าวหาความไม่ถูกต้องในการเนรเทศโดยเลือกปฏิบัติ ตามเชื้อชาติหรือความเห็นก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ เนื่องจากสะท้อนถึงนโยบายที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจเพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านการปลดเจ้าหน้าที่ FBI และทนายความ กระทรวงยุติธรรม ยิ่งทำให้เห็นภาพการใช้อำนาจในทางมิชอบ นอกจากนี้ การอภัยโทษผู้ก่อเหตุจลาจลรวมถึงผู้ต้องโทษคดีรุนแรง ยังเป็นประเด็นที่สังคมต้องถกเถียงกันต่อว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณหรือเป็นการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิด ส่วนการบ่อนทำลายหน่วยงานรัฐบาลกลางและการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุมัติ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายที่มีอยู่ สำหรับการปกปิดหลักฐาน โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีน เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลต่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะความจริงต้องถูกเปิดเผยเพื่อความยุติธรรม สุดท้าย เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยการไม่ถอนตัวจากธุรกิจส่วนตัว เป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์ทั่วโลก ถึงผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง บทเรียนจากญัตติถอดถอนนี้ช่วยให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุลในระบบการเมือง เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิด และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง























