ฝากให้คิด 👇

ผลจากการยืดเยื้อในการปิดช่องแคบฮอร์มุสครั้งนี้ จะมีผลเกี่ยวเนื่องอนาคต 2 เรื่อง

1. การเปลี่ยน #เส้นทางขนส่ง พลังงาน เพื่อการพึ่งพา #ช่องแคบฮอร์มุส ที่น้อยลง

2. การลดใช้ดอลลาร์ในการค้าขาย #น้ำมัน

อำนาจรัฐนาวี และ #ดอลลาร์ ของ #สหรัฐ จะควบคุมเส้นทางการเงินโลกไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

@พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭 @พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭

@พี่นาพาทำ™💛👑❤🇹🇭

6/16 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อพูดถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุสในช่วงเวลานี้ ผมได้ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และต้องบอกว่ามันส่งผลกระทบโดยตรงต่อโลกพลังงานและการเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางขนส่งน้ำมันที่เคยผ่านช่องแคบนี้มากถึงประมาณ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก เมื่อช่องทางนี้ถูกปิด หรือเกิดความไม่แน่นอน การหาทางเลือกอื่น เช่น การลงทุนในท่อส่งน้ำมันใหม่ หรือเส้นทางขนส่งทางบกและทะเลอื่นๆ เช่น เส้นทางจีน-ปากีสถาน (CPEC) หรือแม้แต่การใช้เส้นทางทะเลแดง ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ผมเองเคยเดินทางไปศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศแถบเอเชียและตะวันออกกลาง พบว่าแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงสำหรับเส้นทางขนส่งพลังงานนั้นชัดเจนมากขึ้น หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุสที่ถือเป็นจุดคอขวดพลังงานโลก โดยหันมาใช้เส้นทางอื่นๆ ที่ปลอดภัยหรือหลากหลายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้น อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผมเองกังวลก็คือการลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในการค้าขายน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก เทรนด์การใช้สกุลเงินท้องถิ่น เช่น หยวน รู้เบิล รูปแบบการชำระเงินใหม่ๆ ที่ไม่ผ่านดอลลาร์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น นั่นหมายความว่าอำนาจรัฐนาวีสหรัฐฯ และระบบการเงินที่เคยครอบงำในอดีต อาจไม่สามารถควบคุมเส้นทางการเงินโลกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป จากประสบการณ์ของผมเอง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ส่งผลถึงราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกโดยตรง เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันไม่มั่นคง ราคาพลังงานจะผันผวนทันที ซึ่งทำให้ธุรกิจและประชาชนได้รับผลกระทบตามไปด้วย สุดท้ายนี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนติดตามข่าวสารและเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระบบพลังงานและการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือยุคที่โลกกำลังเข้าสู่ระบบหลายขั้ว (Multipolar world) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจโลกในอนาคตอีกมากมาย