Automatically translated.View original post

Find out! After reading the MANIFEST book, what do you find? ✨

💗 This book, we bought a pickle for a long time, haven't been picked up yet. There were a lot of influ talking about making menifesto, but we haven't picked it out of our pickle pile yet.

Until recently, in early September, there was a feeling of self-change, so we started reading while we were reading and after we finished reading, what happened...

- There are some sentences in the book that make us a lot lighter. Mr. Roxie really understands the reader with some of the conditions we face and how we should practice thinking.

- There are exercises we can do while reading and removing the thoughts under our consciousness.

- emboldened us to dream up what we ourselves thought was impossible, but we deserved it when we were ready.

- We always use Meniface in our daily lives, but we don't know it. Looking back, we know that sometimes we've always used it wrong.

- Maybe there's always a test coming at us, to be conscious and not to get lost in emotions.

⭐ we thought we'd like to read it again in case we dropped the spot we missed, and we thought round two would be a good idea unlike the first round.

# Meniface # The heart book # Self-improvement book # Minded # manifestbook

2025/9/16 Edited to

... Read moreเผื่อใครกำลังค้นหา “หนังสือ manifest” แล้วลังเลว่าจะเหมาะกับเรามั้ย เราขอเสริมจากประสบการณ์หลังอ่านจบ (และตั้งใจจะอ่านรอบ 2) ว่าเล่มนี้ไม่ได้เป็นแนว “ขอแล้วได้ทันที” แต่เป็นการจัดระเบียบความคิด+พฤติกรรมให้ไปในทางเดียวกับสิ่งที่อยากได้มากกว่า ซึ่งพอทำต่อเนื่องมันทำให้ใจนิ่งขึ้นจริง สิ่งที่เราได้ชัดๆ คือโครง “7 ขั้นตอน สู่ทุกสิ่งที่ปรารถนา” มันเหมือนพาเรากลับมาดูความจริงแท้ของตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไร เพราะหลายครั้งเราคิดว่าเราอยากได้ A แต่ลึกๆ แค่กลัวหรือเปรียบเทียบคนอื่น พออ่านแล้วเราลองเขียนออกมาให้ชัดว่า “อยากได้เพราะอะไร” และ “ถ้าได้แล้วชีวิตจะเปลี่ยนตรงไหน” แค่นี้ก็ช่วยตัดเป้าหมายที่ไม่ใช่ของเราออกไปเยอะ อีกส่วนที่เราชอบและคิดว่าทำตามได้ง่ายคือการ “เขียนบันทึก” โดยเฉพาะ 2 เทคนิคที่เล่มพูดถึงอย่างการจดรายการสิ่งที่เราสำนึกคุณ และการบันทึกความประทับใจบวก เราลองทำแบบไม่ต้องสวย ไม่ต้องยาว วันละ 3–5 บรรทัดพอ เช่น วันนี้ขอบคุณอะไรเล็กๆ/เจอเรื่องดีอะไร/เราผ่านอะไรมาได้บ้าง ผลคือเวลาวันแย่ๆ เราไม่จมอารมณ์นานเท่าเดิม เพราะมีหลักฐานเล็กๆ ว่าเรายังมีสิ่งดีอยู่ ถ้าเริ่มอ่านแล้วไม่รู้จะ “เมนิเฟส” ยังไงให้เป็นรูปธรรม เราแนะนำให้ลองทำ 3 อย่างควบคู่กัน: 1) เขียนเป้าหมายแบบจับต้องได้ (อยากได้อะไร เมื่อไหร่ ประมาณไหน) 2) เขียนความเชื่อที่ฉุดเราไว้ เช่น “เราไม่คู่ควร/เราทำไม่ได้” แล้วค่อยๆ แก้เป็นประโยคใหม่ที่แฟร์กับตัวเอง 3) ลงมือทำหนึ่งอย่างเล็กๆ ทุกวันให้สอดคล้องกับสิ่งที่ขอ (อันนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เราเชื่อในตัวเองขึ้นจริง) เรื่อง “บททดสอบ” ที่เล่มพูดถึง เราตีความว่าเป็นช่วงที่ชีวิตจะโยนสถานการณ์มาเช็คว่าเราจะกลับไปแพทเทิร์นเดิมไหม เช่น เผลอคิดลบ โกรธง่าย หรือถอดใจเร็ว เราใช้วิธีหยุด 10 วินาที หายใจลึกๆ แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้เราอยากเลือกแบบเดิม หรือเลือกแบบที่พาเราไปเป้าหมาย” แค่นี้ช่วยไม่ให้หลงไปกับอารมณ์ได้บ่อยขึ้น สรุปสำหรับเรา หนังสือ MANIFEST เหมาะกับคนที่อยากพัฒนาตนเองแบบนุ่มๆ ฮีลใจ และต้องการแบบฝึกหัดให้ทำจริง อ่านแล้วเหมือนมีคนเตือนให้กลับมามีสติกับความคิดตัวเอง ถ้าอ่านจบแล้วรู้สึกยังไม่สุด ลองอ่านรอบสองพร้อมทำบันทึกสำนึกคุณต่อเนื่อง จะเห็นผลชัดขึ้นค่ะ