น้ำตาลตก
อาการ “น้ำตาลตก” (น้ำตาลในเลือดต่ำ) สำหรับเรามันมาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะวันที่ทำงานยาวๆ “ไม่มีวันหยุด” กินข้าวไม่เป็นเวลา หรือรีบมากจนได้แค่กาแฟ/ชานมหวานๆ แก้วนึงแล้วคิดว่าอยู่ได้ สุดท้ายร่างกายไม่โอเคอยู่ดี อาการน้ำตาลตกเป็นยังไง? จากที่เคยเจอเอง + ที่คนรอบตัวเล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประมาณนี้: - หิวมากแบบหิวโหด จนเริ่มหงุดหงิดง่าย - มือสั่น ตัวสั่น ใจสั่น เหมือนชีพจรเต้นเร็ว - เหงื่อออก ทั้งที่ไม่ได้ร้อนหรือออกแรง - เวียนหัว หน้ามืด มึนๆ เหมือนสมองไม่แล่น - อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อยู่ๆ ก็หมดพลัง - บางคนจะตาพร่า มือชา หรือพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง (อันนี้ควรระวัง) ทริคเช็กตัวเองเร็วๆ ที่เราชอบใช้คือ “หยุดก่อน 1 นาที” แล้วสังเกตว่าอาการดีขึ้นไหมหลังได้กินอะไรที่หวานนิดๆ ถ้าดีขึ้นชัดเจน มีโอกาสเป็นน้ำตาลตกได้ (แต่ถ้าอาการหนัก/เป็นบ่อย แนะนำให้ตรวจจริงจังนะ) วิธีรับมือทันที (แบบเฉพาะหน้า) ที่ช่วยเราได้: 1) นั่งพักก่อน อย่าฝืนเดินเร็ว/ขึ้นลงบันได 2) กิน/ดื่มของหวานเร็วๆ ปริมาณพอดี เช่น น้ำผลไม้ ลูกอม น้ำตาล 1-2 ช้อนชา หรือน้ำอัดลมเล็กน้อย (ไม่ใช่แบบไม่มีน้ำตาล) 3) รอ 10-15 นาที ถ้ายังไม่ดีขึ้น ให้กินซ้ำอีกนิด แล้วค่อยตามด้วยอาหารจริงที่มีคาร์บ+โปรตีน เช่น ขนมปังกับไข่ นม โยเกิร์ต หรือข้าวเล็กน้อย เพื่อให้อิ่มยาว ไม่วูบซ้ำ ข้อผิดพลาดที่เราเคยทำ: แก้ด้วยเครื่องดื่มหวานจัดอย่างเดียว (เช่น ช็อกโกแลต/ไข่มุกแก้วใหญ่) แล้วเวลากลับมาก็ตกอีก เพราะน้ำตาลขึ้นเร็วลงเร็ว แนะนำให้ “หวานแก้ด่วน” แล้ว “ตามด้วยของอิ่มท้อง” จะเวิร์กกว่า ป้องกันไม่ให้เป็นบ่อย (โดยเฉพาะคนทำงานยุ่งๆ): - อย่าปล่อยให้หิวจัด พกของกินฉุกเฉินไว้ เช่น แครกเกอร์ กล้วย นมกล่อง - กินมื้อเล็กๆ เป็นเวลา เพิ่มโปรตีน (ไข่ นม ถั่ว) จะช่วยให้อิ่มนาน - ถ้าชอบเครื่องดื่มหวาน ลองลดหวานลง และอย่าดื่มแทนมื้ออาหาร แต่ถ้ามีอาการหนัก เช่น เป็นลม สับสน พูดไม่ชัด หรือเป็นบ่อยมากๆ โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน/กินยาลดน้ำตาล ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุและปรับการดูแลให้ปลอดภัย
