Automatically translated.View original post

Why do you need income compensation insurance?

Is it true?

On days when families will have to take time off to come to care = lack of income.

Or hire someone to take care of = pay more

Perhaps the added burden does not come from "just being sick" and then having to heal.

But the hidden costs of being sick are few.

Many people think that just having health insurance is enough... but there is actually an invisible "latent cost." 👀

🛑 sick = to stop work

Instant lost income (especially free lance / entrepreneur)

💸, but the expenditure never stopped.

House, eating, regular expenses still come.

➕. Plus extra costs.

• Care fee

• Travel expenses

• Fussy expenses when recovering

👨‍👩‍👧 family could affect

Must take leave of absence to take care = income, he also recovered

Or pay more

✨ Income Compensation Insurance = Sick Time Reserve

Help "plug the gap" in lost income. Use as needed.

✔️ Conclusion: Sick = not just the cost of treatment.

But "lost revenue + added expenses."

Who should have?

👉 Free Lance / Owner

👉. People have a burden.

👉 people who don't have big reserves.

Who doesn't have this protection? Let's build it.

# Income compensation insurance # Life insurance # Medical insurance # Compensation insurance ♪ What to know

4/2 Edited to

... Read moreถ้าพูดถึง “ประกันชีวิตและชดเชยรายได้” หลายคนจะนึกว่าเป็นเรื่องเดียวกับประกันสุขภาพ แต่พอเจอสถานการณ์จริงถึงรู้ว่ามันช่วยคนละจุดเลยค่ะ/ครับ ประกันสุขภาพช่วยเรื่อง “ค่ารักษา” เป็นหลัก (ค่าห้อง ค่ายา ค่าผ่าตัด ฯลฯ) แต่เวลาป่วยหนักๆ หรือแค่นอนโรงพยาบาลไม่กี่วัน สิ่งที่กระทบจริงมักเป็น “เงินสดในกระเป๋า” เพราะรายได้หยุดทันที โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ หรือคนที่รายได้ผูกกับการทำงานรายวัน สิ่งที่เจอบ่อยมากคือค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่อยู่ในบิลโรงพยาบาล เช่น - ต้องจ้างคนเฝ้าไข้/คนดูแล ช่วงที่ญาติหยุดงานไม่ได้ (บางที่คิดเป็นรายวัน เช่น 300 บาท/วัน หรือมากกว่านั้นตามพื้นที่และช่วงเวลา) - ค่าเดินทางไป-กลับโรงพยาบาล ค่าจอดรถ ค่ากินของคนเฝ้า - ของใช้จุกจิกตอนพักฟื้น เช่น อาหารเฉพาะทาง อุปกรณ์พยุง/อุปกรณ์ทำแผล ตรงนี้เองที่ “ความคุ้มครองชดเชยรายได้” เข้ามาช่วย เพราะเป็นเงินชดเชยแบบเหมาจ่ายต่อวัน/ต่อครั้งเมื่อเข้าโรงพยาบาล (เช่น บางแผนให้ค่าชดเชยการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 3,000 บาทต่อวันตามเงื่อนไข และมีกรณีกลับบ้าน/พักฟื้น 1,000 บาท เป็นต้น) ข้อดีคือได้เงินเป็นก้อน ใช้จ่ายได้อิสระ จะเอาไปโปะค่าผ่อนบ้าน จ่ายบัตรเครดิต จ้างคนดูแล หรือกันไว้เป็นรายได้ระหว่างพักงานก็ได้ แล้ว “ประกันชีวิต” อยู่ตรงไหน? มองเป็นการปิดความเสี่ยงคนละชั้นค่ะ/ครับ - ประกันชีวิต: ปกป้องครอบครัว/คนข้างหลัง ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน รายได้หลักหายถาวร - ชดเชยรายได้: ปิดช่องว่างช่วงป่วย/นอน รพ. ที่รายได้หาย “ชั่วคราว” แต่รายจ่ายยังวิ่ง วิธีเช็กง่ายๆ ว่าควรมีชดเชยรายได้ไหม ลองตอบ 3 ข้อนี้ 1) ถ้าหยุดงาน 7 วัน รายได้หายเท่าไหร่? 2) ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน (ผ่อนบ้าน/รถ/ค่าเทอม) เท่าไหร่? 3) มีเงินสำรองฉุกเฉินพอ 3–6 เดือนไหม? ถ้าข้อ 1 สูง ข้อ 2 สูง และข้อ 3 ยังไม่พร้อม ความคุ้มครองชดเชยรายได้จะช่วยให้ไม่ต้องดึงเงินเก็บก้อนใหญ่หรือไปกู้เพิ่มเวลาป่วย ทิปส่วนตัวเวลาเลือกแผน: ดู “จ่ายต่อวันเท่าไหร่”, “ต้องนอน รพ. กี่วันถึงเริ่มจ่าย”, “คุ้มครอง ICU/อุบัติเหตุเพิ่มไหม”, และเช็กเบี้ยรายปีตามอายุ/เพศให้ไหวระยะยาว จะได้ถือยาวแบบไม่ลำบากทีหลังค่ะ/ครับ