Automatically translated.View original post

There are health insurance. Why do you need more accident insurance?

Health insurance 🔽

- Advantages: Get a high limit. Some money plans are used to treat heavy case accidents, such as broken legs, heavy arms, but not the hospital.

: No need to buy more insurance plans. Some plans are available in Category 7 of health insurance.

- Disadvantages: Requires treatment only within 24 hours.

: Most can't be used for continuous treatment. It can only be used when adding first and then following symptoms (if not sleeping).

Accident insurance 🔽

- Advantage: No need to be admitted within 24 hours. After 3 days, the condition does not improve, can use insurance.

: Continuous treatment, follow up symptoms such as daily plan, silk cut, X-ray MRI

: A single limit is valid for both admin and non-hospital from accidents.

: Pawns are much cheaper than health insurance.

- Disadvantages: The treatment limit is not as high as health insurance, maybe 10,000-100,000 baht per injury (depending on the plan).

: Only accidents can be treated. Patients can't use accident insurance.

🗣: There are health insurance + accident insurance ✅. Anyone who hasn't planned it can start today. 🥰

# Health insurance is very important # Accident insurance # Health insurance # Children's health insurance # Accident

4/3 Edited to

... Read moreอีกคำถามที่เจอบ่อยเวลาแนะนำ “ทำประกันสุขภาพ + ประกันอุบัติเหตุ” คือเรื่อง “ประกันอุบัติเหตุลดหย่อนภาษีได้ไหม?” กับ “ถ้าซื้อแบบกลุ่มแล้วมีผลประโยชน์คลอดบุตร จะเคลมได้เท่าไหร่?” เลยขอแชร์เป็นแนวทางแบบเข้าใจง่าย (ไม่ใช่คำวินิจฉัยแทนกรมธรรม์นะคะ/ครับ แต่ช่วยให้เช็กเองได้) 1) ประกันอุบัติเหตุลดหย่อนภาษีได้ไหม โดยหลัก ๆ “ประกันอุบัติเหตุ (PA) ทั่วไป” ส่วนมากจะลดหย่อนภาษีไม่ได้ เพราะสิทธิ์ลดหย่อนจะเน้นไปที่ “ประกันชีวิต” และ “ประกันสุขภาพที่เข้าเกณฑ์” มากกว่า (ต้องเป็นแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และบริษัทออกหนังสือรับรองให้) วิธีเช็กที่ชัวร์ที่สุดที่ฉันใช้คือ: - ดูหน้าเงื่อนไข/ใบเสนอราคา ว่ามีระบุ “ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้” หรือไม่ - ขอ “หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันเพื่อใช้ลดหย่อนภาษี” จากบริษัท - ถ้าเป็นสวัสดิการแบบกลุ่มจากนายจ้าง บางกรณีเราไม่ได้เป็นผู้ชำระเบี้ยเอง ก็อาจไม่มีเอกสารไปลดหย่อนอยู่แล้ว สรุปสั้น ๆ: ถ้าตั้งใจซื้อเพื่อ “ลดหย่อนภาษี” ให้โฟกัสประกันสุขภาพ/ประกันชีวิตที่เข้าเกณฑ์ภาษี แต่ถ้าซื้อเพื่อ “ปิดช่องโหว่ 24 ชั่วโมง + เคลมรักษาต่อเนื่อง” ประกันอุบัติเหตุยังคุ้มมาก แม้ไม่ลดหย่อนก็ตาม 2) เคสผลประโยชน์คลอดบุตร 30,000 บาท เคลมได้เท่าไหร่ ถ้ากรมธรรม์ระบุ “ผลประโยชน์การคลอดบุตร 30,000 บาท” และ “ไม่มีระยะเวลารอคอย (waiting period)” แปลว่าโดยเงื่อนไขเวลา คุณผ่านแล้ว ส่วนคำถามว่าเสียค่าผ่าคลอด 28,000 บาท จะได้สินไหมเท่าไหร่ ต้องดูว่า “จ่ายแบบไหน” ซึ่งเจอได้ 2 แบบ: - แบบเหมาจ่าย/จ่ายตามจริงไม่เกินวงเงิน: มักเคลมได้ “ตามค่าใช้จ่ายจริง” แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ดังนั้นกรณีนี้มีโอกาสได้ 28,000 บาท (ถ้ารายการค่าใช้จ่ายเข้าเงื่อนไขทั้งหมด) - แบบเงินก้อน (Lump sum) ตามเหตุการณ์: บางแผนจ่าย “30,000 บาท” เต็มจำนวนเมื่อเข้าเงื่อนไขการคลอด ไม่ได้อิงบิลจริง กรณีนี้ก็อาจได้ 30,000 บาท แม้บิล 28,000 บาท ทริกที่ฉันใช้เวลาอ่านกรมธรรม์คือมองหาคำว่า “ชดเชย”, “เงินก้อน”, “จ่ายตามจริง”, “ไม่เกิน”, และดูว่ากำหนด “ต้องสำรองจ่ายไหม/ใช้แฟกซ์เคลมได้ไหม” 3) เช็กเอกสารและจุดที่มักทำให้เคลมช้าหรือเคลมไม่ได้ - ใบรับรองแพทย์/สรุปการรักษา ระบุชัดว่าเป็น “ผ่าคลอด” (และเหตุผลถ้ามี) - ใบเสร็จ + รายการค่าใช้จ่ายแยกรายการ - เงื่อนไขโรค/ภาวะแทรกซ้อนก่อนทำประกัน (ถ้ามีการระบุข้อยกเว้น) สุดท้าย ถ้าคุณมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ฉันยังแนะนำให้มีประกันอุบัติเหตุเสริมไว้ เพราะเวลาเกิดเหตุจริง “การรักษาต่อเนื่อง” อย่างล้างแผล ตัดไหม X-ray หรือ MRI (แม้ไม่ได้นอนโรงพยาบาล) ช่วยลดภาระเงินสดได้เยอะมาก และไม่ติดกรอบ 24 ชั่วโมงเหมือนหลายแผนของสุขภาพค่ะ/ครับ