(22 ก.ย. 68)

“อนุทิน” มอบอำนาจกองทัพตัดสินใจ เปิด-ปิดด่าน สร้างรั้ว จะไม่เจรจาหากกัมพูชายังใช้โล่มนุษย์สร้างความวุ่นวาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงมีความตึงเครียดโดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ที่ชาวกัมพูชายังนำเด็ก ผู้หญิง พระสงฆ์ รวมตัวก่อความวุ่นวายไม่จบสิ้น โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจเปิด-ปิดด่าน และการสร้างรั้วแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนรัฐบาลจะดำเนินการด้านการทูตและเงื่อนไขการเจรจาต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น หากกัมพูชายังคงใช้การกดดันด้วยการใช้โล่มนุษย์สร้างความวุ่นวายมีการติดอาวุธและ ด่านชายแดนจะปิดต่อไป นอกจากนี้กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ประท้วงไทยที่ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชา พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตประเทศไทย อย่างชัดเจน ไทยจึงมีอำนาจใช้กฎหมายกับผู้รุกล้ำได้และยังเป็นกัมพูชาเองที่ละเมิดข้อตกลงต่าง ๆ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์และในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย แม้ฝ่ายไทยจะประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 ไปกว่า 500 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี อีกทั้งยังยืนยันว่าหลักเขตแดนที่ 42-43 เป็นไปตามกรอบ JBC ที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม ฝ่ายไทยยึดหลักการทำงานตามกรอบ JBC และข้อตกลง MOU 2000 เสมอมา ในขณะที่กัมพูชาระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนในพื้นที่จริง แต่กัมพูชาปล่อยประชาชนของตนเองรุกล้ำดินแดนของประเทศไทย ยิ่งชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง MOU 2000 มาตลอด พร้อมเรียกร้องกัมพูชาหยุดบิดเบือนความจริง และให้ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทยย้ายออกนอกพื้นที่

2025/9/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียด โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ที่มีการรวมกลุ่มของชาวกัมพูชายังใช้โล่มนุษย์ประกอบด้วยเด็ก ผู้หญิง และพระสงฆ์เข้ามาก่อความวุ่นวาย การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มอบอำนาจให้กองทัพไทยสามารถเปิด-ปิดด่านและสร้างรั้วแนวชายแดน เป็นการเสริมมาตรการเพื่อควบคุมความสงบและรักษาอธิปไตยของประเทศไทยอย่างเข้มงวดมากขึ้น การสร้างรั้วชายแดนไม่ได้เป็นเพียงการขัดขวางการล่วงล้ำจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการรักษาความมั่นคงของประเทศต้องมาพร้อมกับมาตรการที่เข้มแข็งและเป็นระบบ รวมถึงการใช้กฎหมายในพื้นที่เกิดเหตุอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและหยุดยั้งการก่อความวุ่นวายที่เกิดจากกลุ่มโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบและส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังคงยืนยันเรื่องอำนาจในพื้นที่ตามข้อตกลงที่มีอยู่ เช่น MOU ปี 2000 และกรอบ JBC ที่มีผลผูกพันร่วมกัน โดยฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงและแจ้งเตือนฝ่ายกัมพูชามาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการแก้ไข จึงทำให้จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ในมุมมองของชุมชนชายแดน การปรับใช้มาตรการควบคุมผ่านกองทัพและการสร้างรั้วชายแดน อาจช่วยลดความวุ่นวายและความเสี่ยงที่เกิดจากการปะทะระหว่างประชาชนสองฝั่ง แต่ก็ยังคงต้องอาศัยการดำเนินงานทางการทูตควบคู่ไปด้วยเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทั้งสองประเทศ การยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการเคารพความเป็นมนุษย์ในกระบวนการรักษาความมั่นคงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน สามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจในสังคมและสร้างความร่วมมือกันระหว่างภาคประชาสังคมกับภาครัฐ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนชมเชยการทำงานของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่