(3 ธ.ค.68) ปภ.โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท 4 จังหวัดภาคใต้ ยอดสองวันรวม 1.2 แสนครัวเรือน วงเงินกว่า 1,088 ล้านบาท
.
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) รายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้โอนเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยอดสะสมรวมสองวัน (1-2 ธ.ค.68) 120,949 ครัวเรือน วงเงินรวม 1,088,541,000 ล้านบาท
.
สงขลา 73,271 ครัวเรือน 659,439,000 บาท
สตูล 25,625 ครัวเรือน 230,625,000 บาท
ปัตตานี 14,829 ครัวเรือน 133,461,000 บาท
นรา ธิวาส 7,224 ครัวเรือน 65,016,000 บาท
#ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย #ศปกฉ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #เงินเยียวยาน้ำท่วม
ในสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาคใต้ การโอนเงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาทต่อครัวเรือนโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ถือเป็นมาตรการที่สำคัญช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยหนักที่สุด การเยียวยานี้ครอบคลุมความช่วยเหลือที่ตรงจุดและมีผลทันที ทั้งด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายและชดเชยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัย การได้รับเงินช่วยเหลือจะช่วยให้ครัวเรือนเหล่านี้สามารถฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่กลับมาได้เร็วขึ้น ทั้งยังลดภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ ในภาพรวม การดำเนินการโอนเงินเยียวยานี้ยังสะท้อนถึงการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) และกรมประชาสัมพันธ์ ที่ร่วมมือกันประสานงานรวบรวมข้อมูลและเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและทันเวลา สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยหรือญาติรวมถึงผู้ที่สนใจควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียน การตรวจสอบสิทธิ์ และวิธีการรับเงินเยียวยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการช่วยเหลือสอดคล้องกับความต้องการและสถานการณ์ปัจจุบันของแต่ละครัวเรือน โดยสรุป การโอนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยใน 4 จังหวัดภาคใต้จำนวนกว่า 120,000 ครัวเรือนถือเป็นก้าวสำคัญในการจำกัดผลกระทบจากภัยน้ำท่วม และยังแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยจากภาครัฐที่มีต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน
