ศรีสะเกษเดินหน้าดูแลผู้อพยพ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงเบญจลักษ์ ย้ำยังไม่ปลอดภัยขอประชาชนงดกลับพื้นที่
จังหวัดศรีสะเกษยังคงเร่งดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 11.30 น. นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนผู้อพยพและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว โซนที่ 2 วัดป่าเบญจลักษ์ ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ ซึ่งปัจจุบันรองรับผู้อพยพจากตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ รวมทั้งสิ้น 851 คน
อำเภอเบญจลักษ์ได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จัดอาหาร น้ำดื่ม การดูแลรักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพจิตผ่านทีม MCATT รวมถึงบริการแพทย์แผนไทยและแผนจีน พร้อมประสานการรับ–ส่งผู้ป่วยโรคไตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมสันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก เพื่อคลายความเครียดและเสริมพัฒนาการในช่วงพักพิง
โอกาสนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมกล่าวให้กำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ พร้อมย้ำสถานการณ์ในพื้นที่ต้นทางยังไม่ปลอดภัย ขอให้ประชาชน งดการเดินทางกลับภูมิลำเนา จนกว่าจะมีประกาศจากทางราชการว่าสามารถเข้าพื้นที่ได้ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพระครูปิยธรรมพิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดป่าเบญจลักษ์ นายอำเภอเบญจลักษ์ หน่วยงานสาธารณสุข ผู้นำชุมชน อสม. ชรบ. อปพร. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามวิกฤต
พิมพ์ข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ
ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดป่าเบญจลักษ์ ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่เปิดรับผู้อพยพจากพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันรองรับประชาชนได้กว่า 850 คน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ดูแลอย่างรอบด้าน นอกจากการจัดอาหารและน้ำดื่มเพียงพอแล้ว การดูแลสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญสูงสุด โดยทีม MCATT เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพจิตให้กับผู้อพยพ และยังมีบริการแพทย์แผนไทยและแผนจีนที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล เพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพอย่างเต็มที่ ระหว่างการพักพิง ยังมีกิจกรรมสันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก เพื่อช่วยคลายความเครียดและเพิ่มพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเด็ก ๆ ในนิคมพักพิง การที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและกิจกรรมเชิงบวกย่อมช่วยให้ผู้อพยพสามารถปรับตัวและมีความหวังแม้ในสถานการณ์ลำบาก ความร่วมมือจากพระครูปิยธรรมพิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดป่าเบญจลักษ์ หน่วยงานสาธารณสุข ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐและชุมชนที่มุ่งมั่นช่วยเหลือและไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามวิกฤต โดยเน้นย้ำว่าพื้นที่ต้นทางยังคงไม่ปลอดภัย ขอประชาชนงดกลับจนกว่าจะมีประกาศปลอดภัยอย่างเป็นทางการ การจัดการดูแลผู้อพยพในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลแบบองค์รวมที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจและให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตที่มีความเห็นอกเห็นใจและมีประสิทธิภาพในจังหวัดศรีสะเกษ


