📌✅การที่โยมได้ประพฤติปฏิบัติธรรมนี้แล. เป็นของไม่สูญหายไปไหน

โดยธรรมชาติมนุษย์มันมีศีลของมันอยู่แล้ว เหมือนจิตของเรามันมีความสงบมีความสว่างของมันอยู่แล้ว ที่ไม่สงบที่ไม่สว่างเพราะอะไร..เพราะเหตุปัจจัยจากอารมณ์ทั้งหลาย หรือเรียกว่าผัสสะอายตนะภายนอกทั้งหลายมันเข้ามา..คือเราไม่เท่าทันในอารมณ์ ครั้นเมื่อเราไม่เท่าทันในอารมณ์แล้ว..จิตเราก็มีความขุ่นมัว

เหมือนกัน..ศีลเราก็เหมือนกัน เมื่อเรานั้นไม่มีความอาฆาตไม่มีความพยาบาท ที่คิดจะไปเบียดเบียนไปมีความอยากได้ของๆใคร เมื่อเป็นอย่างนั้นศีลของเรานั้นก็กลับมาเป็นปรกติ ความว่ากลับมาเป็นปรกตินี่แล..เค้าเรียกว่าจิตเรานั้นอยู่ในศีลแล้ว

เมื่อบุคคลใดมีศีล..บุคคลนั้นก็เกิดธรรมเกิดขึ้น คืออะไร..อุเบกขาธรรมนั่นเอง จิตที่วางใจเฉยๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย นี่เรียกว่าจิตที่ไม่เป็นผู้ที่สะดุ้งผวา เพราะปราศจากความกลัว เพราะอะไร..เพราะผู้มีศีลแล้วย่อมมั่นคง ย่อมตั้งมั่น เหมือนอุปมาผู้ที่มีศีลเหมือนมีกำแพงแก้ว เหมือนมีเสื้อผ้าอาภรณ์ปกป้องคุ้มครองทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น..อย่างนี้

ดังนั้นแล้วเมื่อเราเห็นว่าศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี..มันยังไม่ทรงตัวได้ ครั้นเมื่อเรามาอบรมบ่มจิตภาวนาฝึกฝนจิตไป ดังนั้นการที่เรานั้นจะอยู่ในราตรีก็ดี จะอยู่ในความเพียรก็ดี ต้องมีหลักแห่งใจว่า..ครั้นเมื่อจิตของเรายังไม่สงบก็ดี ถ้าจิตมันจะปรารถนาภาวนา..ก็ให้เราภาวนาไป นั่นเรียกว่าการเจริญสมถกรรมฐาน

นั้นกรรมฐานมันมีด้วยกันทั้ง ๔๐ กอง กรรมฐานแม่บทอันใหญ่ก็คืออานาปานสติ ไม่ว่าเราจะเจริญกรรมฐานบทใดก็ตาม..เราต้องกำหนดรู้ในอานาปานสติ เพราะว่ามันเป็นกรรมฐานแม่บท คำว่าแม่บทนี้ต้องเกี่ยวข้องทุกกรรมฐาน ต้องเริ่มต้นด้วยอานาปานสติ..คือกำหนดรู้ลมหายใจ คือต้องรู้ที่ฐานในสติปัฏฐาน ๔ ก็คือรู้กายนั่นเอง..

ครั้นเมื่อจิตเรารู้กายแล้ว..ก็ชื่อว่ารู้ลมก็ดี นั่นแลเราถึงจะเห็นเวทนาความรู้สึก ไอ้ความรู้สึกเหล่านี้เมื่อเราเห็นเวทนาเป็นอาการของจิต ถ้าเรายังไม่เห็นเวทนาเราจะไปเห็นจิตยังไม่ได้ เพราะว่าเวทนาเหล่านี้ถ้าจิตมันไม่เห็นเวทนาเหล่านี้..จนเวทนาไม่สงบลงไป ตัวจิตที่แท้จริงที่เป็นมรรคมันก็ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อจิตมันยังไม่เห็นจิต..ธรรมทั้งหลายมันก็ยังไม่บังเกิดขึ้น

ดังนั้นแล้วอันดับแรกเมื่อจิตมันยังมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจอยู่ ก็ให้เราตั้งบทบริกรรมไว้ ไม่ว่าจะเป็นพุท..เข้า โธ..ออกก็ดี หรือบทบริกรรมใดก็ตามที่เราภาวนาขึ้นมาแล้วมันถูกจริตวาสนากับเรา เราก็ตั้งบทบริกรรมขึ้น การตั้งบทบริกรรมเหล่านี้..เป็นอะไร ให้เรามีจิตเรานั้นมีสติ มีหลักเหมือนเชือกคอยดึงราจิตไว้ ไม่ให้จิตนั้นมันไหลออกไปตามอดีตบ้าง อนาคตบ้าง หลงไปปรุงแต่งในปัจจุบันบ้าง นั่นเค้าเรียกว่าจิตที่ฟุ้งซ่าน

ครั้นเมื่อเรามีตั้งบทบริกรรมองค์ภาวนาไว้ เมื่อเราระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เช่นว่าพุทโธ เค้าเรียกพุทธานุสติ เป็นหนึ่งในกรรมฐานอย่างหนึ่ง ระลึกถึงธรรมานุสติ เช่นว่าระลึกถึงอนุสติ ๑๐ ก็ดี ระลึกถึงความตายก็ดี อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็พิจารณาลงไป ระลึกถึงสังฆานุสติก็ดี..ครูบาอาจารย์ หรือในปฏิปทาคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย..ว่าน้อมเข้าหาให้จิตมันเข้าถึงความสงบก็ดี ให้มาเป็นธรรมเป็นเครื่องอยู่ก็ดีเหล่านี้ ก็หมั่นพิจารณาลงไป

แต่เมื่อจิตเราพอมีกำลังแล้ว เค้าจึงบอกว่าเมื่อจิตมีกำลังเป็นอย่างไร จิตเมื่อมีกำลังแล้วก็เรียกว่าสมาธิของเรา ขณิกสมาธิมันเป็นสมาธิเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถตั้งได้อยู่นาน พอมาเข้าสู่อุปจารสมาธิ..อุปจารสมาธิสมาธิที่เริ่มมีกำลังพอเล็กน้อยขึ้นมา พออุปจารสมาธิอย่างนี้เป็นอย่างไร สามารถให้เราได้กำหนดรู้พอมีกำลังอธิษฐานบุญกุศลให้เกิดขึ้น ทำให้จิตเรามีปิติมีความปราโมทย์เกิดขึ้น ก็ให้เราอธิษฐานบุญแผ่เมตตาออกไป..

ให้สรรพสัตว์ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่เราเคยได้ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี แม้แต่การที่เรานั้นปรามาสผู้ทรงศีลผู้ทรงธรรม ปรามาสในพระรัตนตรัย ก็ให้เราได้อธิษฐานลงไป เพราะอะไร..การที่เรายังไม่ได้เข้าถึงภูมิธรรม หรือเรียกว่ากระแสพระโสดาบันปัตติผลแล้ว การที่เราไปล่วงละเมิดในครูบาอาจารย์ ในศีลในธรรม หรือผู้ทรงศีลผู้ทรงธรรมก็ดี ที่เรายังมีความลังเลสงสัยปรามาสล่วงเกิน นี่แหละมันยังเป็นผู้ที่มีติดกรรมมีเศษกรรมอยู่..

เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าเราคิดว่าเป็นของเล็กน้อย จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้เมื่อเราไม่ได้อธิษฐาน ไม่ได้ขอขมา ไม่ได้อโหสิกรรมแล้ว..เป็นการติดกรรม เป็นมโนกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อมันติดกรรมเป็นมโนกรรมอย่างหนึ่งแล้ว..มันเกิดที่ใจแล้ว ครั้นเมื่อเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา..มันก็จะติดอยู่อย่างนั้น ธรรมของเราจะไม่มีความก้าวหน้า หากแม้มีความก้าวหน้าแล้ว..ธรรมนั้นก็เรียกว่าย่อมมีความเสื่อมได้

ให้เรานั้นได้น้อมจิตลงไป..ขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ เทพยดาเจ้าทั้งหลาย แม้แต่บุคคลผู้ทรงศีลผู้ทรงฌาน บุคคลชอบหน้าและไม่ชอบหน้า ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร คู่อิจฉาริษยาอาฆาตพยาบาททั้งหลาย สิ่งเหล่านี้แลมันจะทำให้จิตเรานั้น..เป็นอกุศลที่อยู่ในจิต เพราะว่าสิ่งอกุศลเหล่านี้..เมื่อจิตมันยังมีอกุศลเหล่านี้ มันทำให้ศีลเรามีความบกพร่อง

เมื่อศีลเรามีความบกพร่องก็บอกได้เลยว่า..สมาธิจะตั้งมั่นได้ยาก แม้ตั้งมั่นแล้วก็ทรงได้ไม่นานในความเพียร เมื่อตั้งมั่นได้ยากแล้ว..การจะพิจารณาธรรมอะไรแล้ว มันยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา เมื่อยังไม่ถึงวิปัสสนา..อะไรมันจะเกิดก่อน ก็คือวิปัสสนึก คือไปคิดนึกเดาเอา คาดคะเนเอาให้เป็นอย่างนั้นตามที่เราพอใจ ไปตามอุปกิเลส ไปตามที่เราพอใจในความอยากในตัณหาหรือความปรุงแต่ง เดี๋ยวไม่นานมันก็จะหลงไปติดอยู่ในภพในชาติ นี่แหละเค้าเรียกว่าเรายังไม่สามารถถอนคำสาปเราได้

นั้นบุคคลที่จะถอนคำสาปก็ดี..ก็คือบุคคลที่วางอารมณ์เหล่านี้แล้ว วางความอาฆาตความพยาบาทอิจฉาริษยา วางความยึดมั่นถือมั่น ความถือดีทั้งหลาย..ให้วางไว้เสีย เมื่อเราวางเราจะพิจารณาอะไรเป็นหลัก นั่นเรียกว่าสักกายทิฏฐิ นั่นเรียกว่าสังโยชน์ เป็นเครื่องร้อยรัดสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตทั้งหลายที่ยังข้องอยู่ในวัฏสงสารนี้

ครั้นผู้ใดยังไม่ได้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ที่เค้าเรียกว่าสังโยชน์ คำว่าสังโยชน์ตัวนี้ถ้าเมื่อพิจารณาแล้วในสติปัฏฐาน ๔ นี้แล จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่จะเข้าถึงกระแสพระนิพพานชั้นต้น นั่นก็คือพระโสดาบันปัตติผล เพราะไอ้สังโยชน์ตัวนี้มันคือตัวทำให้ก่อภพก่อชาติอยู่ร่ำไป

คำว่าสักกายทิฏฐินี้คืออะไร ความยึดมั่นถือมั่น หลงคิดว่าตัวเรายังเป็นตัวเราอยู่ นั่นแหละไอ้ตัวเราเหล่านี้..ยังมีตัวเรา เมื่อยังมีตัวเราก็ยังมีภพมีชาติ ยังมีกรรมมีวิบากอยู่ เพราะใครจะว่าใครด่าใครทอ ใครตำหนิติเตียน ก็คิดว่านั่นแหละสิ่งที่ด่าเรานั้น..ไอ้ตัวเราก็จะคิดว่านั่นมันเป็นตัวเรา เมื่อไปคิดมันก็จะไปยึดถือในอารมณ์เหล่านั้น ปรุงแต่งเหล่านั้น ความอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนมันก็จองเวรกันอยู่อย่างนั้น

ครั้นเห็นว่าสักกายทิฏฐินี้มิใช่ตัวเรา นั้นใครจะว่าใครจะด่า ใครจะตำหนิอะไรแล้ว มันทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาในสิ่งที่เค้าตำหนิ..ว่ามันเป็นสิ่งเรื่องจริงมั้ย เพราะการตำหนิ..เมื่อมีใครตำหนิเรา เราจะเห็นข้อบกพร่องของเรา แต่ครั้นเมื่อเค้าตำหนิแล้ว..เราย้อนกลับมาดูแล้ว ความบกพร่องของเรานั้นมันมีหรือไม่ หากว่ามันมี..ก็ให้แก้ไข หากว่าไม่มี..ก็ให้วางไว้เสีย

เพราะว่าคนที่ไม่ถูกตำหนิหรือไม่ถูกนินทา ไม่ถูกติเตียนนั้น..ไม่มีเลย เราก็พิจารณาลงไปในสักกายทิฏฐิตัวนี้ เห็นว่าร่างกายสังขารนั้นไม่ใช่เรา เห็นว่าร่างกายสังขารนั้นไม่ใช่เรา..เห็นว่าอย่างนี้เห็นว่าอย่างไร ก็เห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้มันไม่เที่ยง ไม่เที่ยงอย่างไร..ก็ให้พิจารณาว่ามันเป็นแต่ของปฏิกูลของธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ลม ไฟ..เหล่านี้ ให้เห็นความเสื่อมในธาตุนี้

เห็นธาตุมีความเสื่อมเห็นอย่างไร..เห็นความไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงอย่างไร มันแปรปรวนอยู่ทุกขณะ มันไม่คงที่ ก็คือความเป็นอนัตตา คือไม่สามารถไปบังคับบัญชาได้ เมื่อยามจะเจ็บยามจะป่วย ยามจะหิว ในร่างกายสังขารเหล่านี้..มันไปบังคับบัญชาไม่ได้

อะไรที่มันบังคับไม่ได้ อยู่นอกเหนือกับอำนาจของจิตของเรา..เหล่านี้มันคืออะไร มันคือเรื่องของโลกๆ ก็คือไตรลักขณญาณ ให้เรายอมรับสิ่งเหล่านี้ คือความเป็นทุกขัง กายนี้เป็นของโลก มันไม่ใช่ของๆเรา มันเป็นของใครที่เป็นเจ้าของ..ก็คือพญามัจจุราช คือความตาย นั้นเราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ของๆเราอย่างถาวร เราเป็นเพียงแค่ได้อาศัย เป็นสิทธิ์ที่เราได้ครอบครองจากบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ทวดหญิงชายเหล่านี้

ดังนั้นแล้วเมื่อเราได้รับครอบครองแล้ว ปรุงแต่งจากกรรมทั้งหลายให้เรามีกายสังขารนั้น ก็ให้พิจารณาว่าเราจะใช้ประโยชน์ในกายนี้มากน้อยเพียงใด ให้เกิดประโยชน์กับจิตวิญญาณของเรา เพราะอะไร..เมื่อกายเรานี้มันผุพังไปสลายไปตายลงไปในอัตภาพนี้ สิ่งที่ไม่ตายคืออะไร..สิ่งที่ไม่ตายคือจิตของเรา ไม่เคยตายมาแต่ไหนๆมาแล้ว

ครั้นเมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรม กายสังขารสลายตัวลงไปแล้ว..ปราศจากธาตุทั้ง ๔ ที่ประชุมธาตุกันไม่ได้ จิตนี้ก็ยังคงอยู่ ถ้าจิตเราเคยประพฤติปฏิบัติธรรมเคยภาวนา เมื่อตายไปแล้วจิตนี้มันก็จะภาวนาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อ มันจึงได้มีสิ่งที่รองรับอยู่ในโลกของความตาย คือโลกวิญญาณ เช่นสวรรค์ที่เค้ามีศาลาประพฤติปฏิบัติธรรม เช่นชั้นดาวดึงส์บ้าง ดุสิตบ้าง สิ่งเหล่านี้เค้าจะมีที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามภูมิธรรมที่เราได้เคยประพฤติปฏิบัติในยามคราวที่เรายังมีกายสังขารในความเป็นมนุษย์

อย่าคิดว่าเมื่อตายไปแล้ว..จิตนี้จะประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตตัวนี้มันคือตัวสร้างภพสร้างชาติของมโนกรรม ครั้นเมื่อมโนกรรมที่เราอยู่ในทางโลกในความเป็นมนุษย์เรานี้ที่มีกายสังขาร..เราสร้างกรรมอะไรไว้ มันก็จะไปสร้างภพ หากว่าเรามีความอาฆาตพยาบาทสร้างกรรมชั่ว..เราก็ไปอยู่ในนรกภูมิ นั่นแหละที่รองรับของดวงจิตวิญญาณที่มีความชั่ว

หากจิตวิญญาณใดผู้ที่มีทานศีลภาวนาอยู่ในทางเดินแห่งมรรค ก็จะไปเสวยอยู่ในสวรรค์ที่มีศาลาประพฤติปฏิบัติธรรม ศาลาประพฤติปฏิบัติธรรมเหล่านี้ก็จะมีผู้ทรงศีล พระอรหันต์ก็ดี มีพระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้าก็ดี แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ดี..ก็จะมาแสดงธรรม ให้เหล่าดวงจิตวิญญาณที่ได้เคยอยู่ในทางโลก ที่เคยมีกายสังขาร มีวาสนาและนิสัยชอบประพฤติปฏิบัติธรรม..ได้ยังไปเสวยภพ

เค้าจึงได้บอกว่าการที่พวกโยมได้ประพฤติปฏิบัติเหล่านี้แล เป็นของไม่สูญไม่หายไปไหน เพราะอะไร..มันคือสมบัติอันเป็นทิพย์ ครั้นเมื่อเราตายลงไปแล้ว..ก็จะได้ไปเกิดอยู่ในวิมานเงินในวิมานทอง ที่มีสถานที่ประพฤติปฏิบัติประชุมธรรม เช่นชั้นดาวดึงส์ให้เรานั้นได้ประพฤติปฏิบัติธรรม..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต

บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

อำเภอเมืองสุพรรณบุรี
4/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผู้ที่ยึดถือการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ชัดว่าความสงบที่เกิดขึ้นในใจนั้นเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริงไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดธรรมดา การตั้งบทบริกรรม เช่น "พุทโธ" หรือ "โธ" ทำให้จิตใจมีหลักยึดเหนี่ยว ลดความฟุ้งซ่านได้มาก การสวดมนต์หรือระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ รวมถึงครูบาอาจารย์ช่วยเพิ่มพลังใจและสร้างความรู้สึกอุ่นใจ นอกจากนั้น การมีศีลและความบริสุทธิ์ใจต่อผู้ที่เราล่วงเกิน ได้แก่ การขออโหสิกรรมและขอขมากรรม นับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะถือเป็นการหลุดพ้นจากกรรมหนักที่ค้างคาอยู่ในใจ ไม่ว่าความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท หรือความริษยา สิ่งเหล่านี้เมื่อสะสมจะเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในธรรม แม้จะใช้กรรมฐานชั้นสูงก็จะไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ จิตที่ได้ฝึกฝนจนมีสมาธิและปัญญาจะยังคงดำเนินต่อไปหลังจากร่างกายตาย สิ่งนี้หมายความว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า เพราะผลของความดีและธรรมที่ปลูกฝังไว้จะตามไปกับจิตในภพภูมิที่เหมาะสม เช่น สวรรค์ พระนิพพาน หรือที่เรียกว่าวิมานที่เหมาะสมกับผลบุญที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ ดังนั้นการลงทุนในทางธรรมจึงเปรียบเสมือนการเก็บสะสมสมบัติอันเป็นทิพย์ที่ไม่สูญหายไปไหน แม้ยามกายสลายไปแล้ว สมบัติแห่งธรรมยังคงเป็นที่พักใจที่มั่นคงและสงบสืบไป นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรมยังช่วยให้เราบริหารอารมณ์รู้เท่าทันความรู้สึกต่างๆ ทั้งในด้านดีและร้าย ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามอารมณ์ภายนอกด้วยความไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์และความฟุ้งซ่าน การเรียนรู้และเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งการภาวนาอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าถึงสัจธรรมเหล่านี้ การเลือกวิธีภาวนาที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น อานาปานสติ ที่กำหนดรู้ลมหายใจ ก็เป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฝึกจิตใจให้สงบและมีสมาธิที่มั่นคง การเดินทางทางธรรมนี้อาจไม่ได้ง่าย แต่ความพากเพียรและความตั้งใจอย่างจริงจังย่อมนำมาซึ่งผลที่ดีงามในชีวิตทุกภพทุกชาติ

ค้นหา ·
ปฏิบัติธรรมได้อะไรบ้าง