🫀 JVP วัดยังไง?

🫀 JVP วัดยังไง?

JVP (Jugular Venous Pressure) = ตัวชี้วัด “ความดันใน Right Atrium”

👉 ใช้ประเมินภาวะ น้ำเกิน / หัวใจล้มเหลว / CVP สูง

📍 วิธีวัด (Step ง่าย ๆ จำเป็น Flow)

1️⃣ จัดท่าผู้ป่วย

• นอน 45 องศา (semi-Fowler)

2️⃣ หาตำแหน่ง

• ดูที่ Internal Jugular Vein (ข้างคอด้านขวา)

👉 ไม่ใช่ carotid (เพราะ carotid คลำได้ แต่ JVP คลำไม่ได้)

3️⃣ มองหาจุดสูงสุดของการกระเพื่อม

• ใช้ไฟส่องเฉียงจะเห็นชัดขึ้น

4️⃣ วัดความสูง

• วัดจาก Sternal angle → จุดสูงสุดของ JVP

5️⃣ บวกค่าคงที่

• • 5 cmH₂O (ระยะ RA)

📏 ค่าแปลผล

• ✅ ปกติ: ≤ 3 cm จาก sternal angle

• ⚠️ สูง: > 3 cm

👉 บ่งชี้ volume overload / HF / RV failure

🚨 สัญญาณที่ต้องรู้

• 🔺 JVP สูง = คั่งน้ำ → เสี่ยง HF decompensation

• 🔻 JVP ต่ำ = hypovolemia

⚠️ จุดพลาดที่เจอบ่อย

❌ ดู carotid แทน JVP

❌ ไม่ปรับเตียง 45°

❌ ไม่บวก +5 cm

❌ ห้องมืดเกิน มองไม่เห็น pulse

💡 Trick จำง่าย

👉 “45° → คอขวา → วัดจากมุมอก → +5”

#JVP #NurseShortNote #พยาบาลติดซีรีส์ #HFclinic #FluidOverload #ตรวจร่างกาย #ClinicalSkill

3/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงในการใช้เทคนิคการวัด JVP ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าการเตรียมตัวผู้ป่วยและสภาพแวดล้อมมีความสำคัญอย่างมากในการวัดเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ ผู้ป่วยควรนอนในท่า semi-Fowler ประมาณ 30-45 องศา เพราะถ้านอนราบมากเกินไป หรือนั่งตัวตรงมากเกินไป จะทำให้การเคลื่อนไหวของหลอดเลือดคอด้านขวาที่วัด JVP เพี้ยนไปได้ รวมทั้งการใช้ไฟส่องเฉียงจากด้านขวาเพื่อช่วยในการสังเกตคลื่น JVP ช่วยให้เห็นจุดสูงสุดของการกระเพื่อมของ Internal Jugular Vein ชัดเจนขึ้นมาก สิ่งที่มักเข้าใจผิดคือการคลำชีพจรที่คอซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็น JVP แต่จริงๆ ต้องแยกให้ได้ระหว่างชีพจรหลอดเลือด Carotid ที่คลำได้กับ JVP ที่มองเห็นคลื่นกระเพื่อมเท่านั้น และจุดวัดต้องเป็นตำแหน่งที่สูงสุดของคลื่น JVP เท่านั้น ขั้นตอนสำคัญอีกขั้นคือการวัดระยะจาก sternal angle ถึงจุดสูงสุดของ JVP แล้วบวกค่าคงที่ 5 ซม. เพื่อประมาณค่าความดันใน Right Atrium (RA) ซึ่งจะใช้ประเมินว่าผู้ป่วยมีภาวะ volume overload, heart failure หรือ right ventricular failure หรือไม่ นอกจากนี้ การทดสอบ Hepatojugular reflux หรือ Abdominojugular test โดยการกดที่หน้าท้องและดูการเพิ่มขึ้นของ JVP ก็ช่วยยืนยันภาวะหัวใจล้มเหลวได้เมื่อพบว่าระดับ JVP เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เซนติเมตรอย่างต่อเนื่อง ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยที่มี JVP สูงจะมีความเสี่ยงน้ำคั่งและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะ heart failure decompensation ในขณะเดียวกัน JVP ที่ต่ำกว่าปกติบ่งชี้ถึงภาวะ hypovolemia ซึ่งต้องได้รับการเติมน้ำหรือปรับสภาพร่างกายตามเหมาะสม สุดท้าย เทคนิคและความชำนาญในการวัดถือว่าสำคัญมาก การดูแลให้แสงสว่างเพียงพอ ห้องไม่มืดเกินไป การจัดเตียงในมุมที่เหมาะสม จะช่วยลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมาก หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เพื่อนพยาบาลและนักศึกษาแพทย์เข้าใจและสามารถนำไปใช้ประเมินผู้ป่วยได้อย่างมั่นใจและแม่นยำมากขึ้น