✈️ 110 ปีก่อน… “สยามประเทศ” เคยสร้างเครื่องบินรบเองกว่า 20

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในชาติเอเชียที่มีศักยภาพด้านการบินสูงที่สุดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ไม่ใช่แค่ “ซื้อเครื่องบิน” แต่ ออกแบบ สร้าง และบินได้ด้วยองค์ความรู้ของคนไทยเอง

🔹 จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2452 เมื่อการบินสาธิตในสยามสร้างแรงบันดาลใจให้ชนชั้นนำและกองทัพ

ไม่นานหลังจากนั้น ไทยส่งทหารไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศส และในปี พ.ศ. 2458 ก็สร้างเครื่องบินไทยลำแรก “ขัติยะนารี ๑” ได้สำเร็จ

🔹 ต่อมา ไทยพัฒนาเครื่องบินที่ออกแบบเอง เช่น “บริพัตร” และ “ประชาธิปก”

ก่อนจะก้าวสู่การผลิตเครื่องบินรบตามสิทธิ์จากสหรัฐฯ อย่าง Corsair และ Hawk III รวมแล้วมากกว่า 200 ลำ

🔹 ในยุคนั้น กองทัพอากาศไทยถูกจัดว่าเป็น กำลังทางอากาศอันดับ 2 ของเอเชีย รองเพียงญี่ปุ่น

ขณะที่หลายประเทศเพื่อนบ้านยังแทบไม่มีรากฐานด้านการบินเลย

สิ่งที่น่าภูมิใจที่สุด ไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องบิน

แต่คือ “ความเข้าใจในหลักการบิน” ที่ประเทศไทยวางรากฐานไว้ตั้งแต่กว่า 100 ปีก่อน

แม้วันนี้ไทยจะไม่ได้ผลิตเครื่องบินรบเอง

แต่เรายังคงเป็นชาติที่ เข้าใจการบิน และผลิตนักบิน วิศวกร และบุคลากรด้านอากาศยานสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

2025/12/16 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากภาพถ่ายในอดีตที่แสดงโรงงานประกอบเครื่องบินและทีมงานผู้ชำนาญ เราจะเห็นถึงความตั้งใจและความน่าทึ่งของไทยในช่วงราว 110 ปีก่อน ที่สามารถสร้างเครื่องบินปีกสองชั้นทั้งแบบฝึกและรบได้มากมาย เช่น "ขัติยะนารี ๑" เครื่องบินลำแรกที่ผลิตโดยคนไทย และรุ่นพัฒนาต่อมาอย่าง "บริพัตร" และ "ประชาธิปก" เครื่องบิน "ประชาธิปก" นอกเหนือจากการเป็นเครื่องบินรบแล้ว ยังถือเป็นเครื่องหมายสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของประเทศไทยในยุคนั้น โดยมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและเป็นตัวแทนของการพัฒนาด้านวิศวกรรมการบินแบบเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ เครื่องบินรุ่นนี้ยังมีการออกแบบที่สะท้อนวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทย ปัจจุบันเครื่องบินโบราณเหล่านี้ถูกจัดแสดงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ศึกษาประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์การบิน ในยุคร่วมสมัย ชุดนักบินหญิงก็เริ่มมีบทบาทสำคัญในกองทัพอากาศไทย เช่นเดียวกับบุคลากรด้านการบินที่ผลิตขึ้นจากรากฐานความรู้และประสบการณ์ที่สะสมมานาน แม้ว่าไทยจะไม่ได้ผลิตเครื่องบินรบเองในปัจจุบัน แต่ความเข้าใจในวงการบินและการสร้างนักบินมืออาชีพยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศในการแข่งขันบนเวทีโลก