ชายที่รวยที่สุดในอเมริกา แต่ให้แขกหยอดเหรียญโทรศัพท์เอง

ในปี ค.ศ. 1957 J. Paul Getty ถูกยกให้เป็นชาวอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ทรัพย์สินกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ ครอบครองแหล่งน้ำมันในสามทวีป และคฤหาสน์หรู 72 ห้องในอังกฤษชื่อ Sutton Place

แต่เรื่องที่ทำให้คนทั้งโลกพูดถึงเขา ไม่ใช่ความมั่งคั่ง

คือ “โทรศัพท์สาธารณะ” ในบ้านของเขา

แขกคนไหนอยากโทร ต้อง หยอดเหรียญเอง

เก็ตตีอธิบายสั้น ๆ

“ผู้คนจะให้คุณค่ากับสิ่งที่พวกเขาต้องจ่ายเงิน”

เบื้องหลังความประหลาด คือวินัยทางการเงินสุดเข้มงวด

แยกค่าใช้จ่ายธุรกิจกับส่วนตัว คุมต้นทุนทุกสตางค์

เขาตัดคูปอง ใช้ซองจดหมายซ้ำ ใส่สูทเดิม ต่อรองทุกดีล

ไม่ใช่เพราะจน แต่เพราะ ไม่ยอมเสียการควบคุม

นิสัยนี้ทำให้เขารอดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929

ขณะคนอื่นล้มเพราะหนี้ เก็ตตีกลับมีเงินสด

ซื้อกิจการในราคาถูก และสะสมความมั่งคั่งอย่างเงียบ ๆ

แม้ถูกมองว่า “ขี้เหนียว”

แต่หลังเสียชีวิต เขาทิ้งมรดกสำคัญไว้ให้โลก

คือ J. Paul Getty Museum

หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มั่งคั่งที่สุดในโลก และเปิดให้เข้าชมฟรี

เรื่องของเก็ตตีสะท้อนความจริงที่น่าอึดอัดใจ

ความร่ำรวยสุดขั้ว กับความประหยัดสุดขั้ว ไม่ได้เป็นศัตรูกัน

แต่มักเดินมาด้วยกัน

บางครั้ง

คนที่รวยที่สุดในโลก

คือคนที่กล้าพูดคำว่า “ไม่”

แม้ในวันที่เขาไม่จำเป็นต้องพูดเลยก็ตาม

1/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผมที่ติดตามเรื่องราวของเศรษฐีและนักธุรกิจชั้นนำ พบว่าเรื่องวิธีคิดเรื่องเงินของ J. Paul Getty เป็นบทเรียนที่คุ้มค่ามากต่อการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับหลายคนอาจมองว่าการประหยัดในระดับที่ Getty ทำเป็นเรื่องยากหรือสุดโต่ง แต่ถ้ามองในแง่การบริหารทรัพยากรและวินัยทางการเงิน นี่คือสิ่งที่ทำให้เส้นทางความมั่งคั่งของเขาทรงพลังและยั่งยืน การที่เขาตั้งกฎให้แขกหยอดเหรียญโทรศัพท์เอง ดูเหมือนไม่สำคัญแต่เป็นสัญลักษณ์ของการให้คุณค่ากับทุกสิ่งที่ใช้จ่าย นั่นสอนให้เราเห็นว่าการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีสติ ช่วยลดการใช้เงินเกินจำเป็นและทำให้เราเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มี นอกจากนี้ การแยกค่าใช้จ่ายระหว่างธุรกิจกับส่วนตัวก็เป็นแนวทางที่ดีมากสำหรับใครก็ตามที่อยากมีระบบการเงินที่ชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการใช้เงินผิดประเภทและทำให้การวางแผนทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยนำเทคนิคการตัดคูปองและใช้ซองจดหมายซ้ำมาใช้ ก็พบว่าช่วยประหยัดเงินจิ๊บจ๊อยในชีวิตประจำวันได้จริง และมันยังฝึกนิสัยให้เราใส่ใจในเรื่องค่าใช้จ่ายขนาดเล็ก ซึ่งรวมกันแล้วมีผลใหญ่ในระยะยาว สุดท้ายต้องยอมรับว่า "การกล้าพูดคำว่าไม่" แม้ในวันที่เรามีทุกอย่างแล้ว คือกุญแจสู่ความสำเร็จทางการเงินที่ยั่งยืน เพราะมันหมายถึงการควบคุมตนเอง มีวินัย และไม่เสียการควบคุมทางการเงินให้อารมณ์หรือแรงกดดันจากภายนอก เรื่องเล่าและบทเรียนจากชีวิต J. Paul Getty จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่คือเรื่องของวิธีคิดและวินัย ซึ่งใครก็สามารถนำไปใช้ได้ไม่ว่าจะรวยหรือไม่ก็ตาม