6.5/10
🎬 บทนำ / เกริ่นเรื่อง
The Exorcist: Believer (2023) กำกับโดย David Gordon Green ร่วมเขียนบทกับ Peter Sattler โดยใช้ไอเดียเรื่องราวจาก Scott Teems, Danny McBride และ Green เอง
หนังถูกวางให้เป็นภาค “โดยตรง” (direct sequel) ของ The Exorcist (1973) โดยแทบไม่สนใจภาคต่ออื่น ๆ ที่เคยมีมา
เนื้อเรื่องหลักคือ Victor (Leslie Odom Jr.) และลูกสาว Angela ที่หายตัวไปพร้อมกับเพื่อนหญิงชื่อ Katherine หลังจากการทำเซนต์ (séance) ในป่า เด็กทั้งสองถูกพาตัวกลับมาในสภาพผิดปกติ และเริ่มมี อาการเหนือธรรมชาติเข้ามาแทรกแซงชีวิตครอบครัวอย่างรุนแรง
จุดที่หลายคนตั้งตารอคือการกลับมาของ Ellen Burstyn ในบท Chris MacNeil ตัวละครต้นฉบับจากหนังปี 1973
---
✅ จุดแข็งของหนัง
1. บรรยากาศ / การสร้างความหวาดกลัว (โทน) / เทคนิคภาพเสียง
หนังพยายามสร้างความตึงเครียดแบบค่อยเป็นค่อยไป บล็อก “slow burn” ในช่วงแรกช่วยให้ผู้ชมรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นเรื่อย ๆ
เอฟเฟกต์แต่งหน้า เสียงประกอบ และการใช้ภาพมืด-เงา ถือว่าสอบผ่าน — แม้ไม่ถึงกับช็อกอะไรใหม่ แต่มีช่วงที่ทำให้ “ขนลุก” ได้บ้าง
2. การแสดง / ตัวละคร
Leslie Odom Jr. เล่นบท Victor ได้ดี — ถ่ายให้เห็นทั้งความอ่อนแอ ความสับสน และความทรมานจากการสูญเสียและความเชื่อที่สั่นคลอน
ตัวละครรองบางตัว เช่น Ann (เพื่อนบ้าน / พยาบาล) มีเส้นเรื่องที่สะกิดใจ และบางคนแสดงได้ดี
Ellen Burstyn แม้จะกลับมาเป็น “ชื่อใหญ่” แต่บทของเธอกลับถูกวิจารณ์ว่าใช้ได้ไม่เต็มที่ และเป็นบทที่ไม่ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพมากนัก
3. ไอเดียผสมศาสนา / ความเชื่อหลายด้าน
หนังพยายามไม่จำกัดอยู่แค่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก แต่มีการนำศาสนาอื่น ๆ ความเชื่อท้องถิ่น และแนวคิดเรื่อง “การรวมตัวของหลายศาสนา” มาผสมในธีมการปราบปีศาจ
แม้บางคนมองว่าเป็นการ “ผิวเผิน” หรือ “ไม่ลึกซึ้งพอ” แต่ในแง่มุมหนึ่งมันก็คือความพยายามสร้างมิติใหม่ให้กับแนวหนังผี-คริสต์แบบดั้งเดิม
---
❌ จุดอ่อน / ข้อวิจารณ์หลัก
1. บท / โครงเรื่องไม่แน่น / ตัวละครบางตัวขาดมิติ
หลายรีวิวชี้ว่าหนัง “อัดแน่นด้วยตัวละครและไอเดียที่ไม่ถูกพัฒนาอย่างเต็มที่”
บางจุดคาดเดาได้ ช่วงกลางและท้ายเรื่อง “หลุด” ไปในแนวสูตรซ้ำซากของหนังผีบางเรื่อง
ตัวละครบางตัว เช่นผู้ที่ทำพิธีไล่ผี ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีเกริ่นนำหรือพื้นฐานชัดเจน ทำให้การกระทำของพวกเขาดูขาดแรงจูงใจ
2. ความน่ากลัวที่ไม่ “ใหม่” / การพึ่งพา Jump Scares
หนังใช้กลยุทธ์ “โจมตีด้วยเสียง / เสียงดัง / ศัตรูโผล่มาในเวลาที่ดูเหมือนไม่มีสัญญาณเตือน” (jump scare) เยอะเกินไป
บางส่วนนักวิจารณ์มองว่าส่วนที่เป็น “ความหลอนเงียบ” และการสร้างบรรยากาศจริง ๆ กลับน้อยไปเมื่อเทียบกับหนังผีที่ประสบความสำเร็จด้านนี้
3. ไม่สามารถยืนหยัดเทียบกับของต้นฉบับ
ความคาดหวังต่อ The Exorcist ต้นฉบับนั้นสูงมาก หลายคนจึงมองว่า Believer ไม่สามารถก้าวข้ามหรือ “เติมเต็ม” มรดกของหนังคลาสสิกได้
บางจุดมี “การเอาคืนอดีต (homage / callback)” เยอะเกินไป ซึ่งทำใ ห้รู้สึกเหมือนเป็น “ของลอกเลียน” มากกว่าเป็นหนังที่มีตัวตนของมันเอง
4. ประเด็นศาสนา / ข้อคิดถูกทิ้ง / ไม่ลึกซึ้งพอ
แม้ว่าหนังจะพยายามจับมิติของความเชื่อหลายด้าน แต่หลายคนมองว่ามัน “เฉย ๆ” หรือ “ไม่ตั้งคำถามลึก” ถึงบทบาท ศรัทธา หรือโครงสร้างศาสนาในโลกจริง
บางฉากที่สะกิดประเด็น เช่นเรื่องการทำแท้ง หรือบทบาทของหญิงในศาสนา ถูกแตะถึงแล้วปล่อยให้ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ล้วงลึก
---
💬 ความรู้สึกส่วนตัว / บทสรุป
The Exorcist: Believer เป็นหนังที่ ไม่ได้แย่ — ในแง่ของการสร้างบรรยากาศ, การแสดงที่มีความตั้งใจ, และความพยายามนำแนวทางใหม่มาใช้ — แต่มันก็ไม่ถึงกับ ดีเด่น โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาเปรียบเทียบกับตำนาน The Exorcist.
ถ้าคุณเป็นสายหนังผี-คริสต์ที่ยินดีรับ “ของใหม่ในกรอบเดิม” คุณอาจจะสนุกกับช่วงเปิดและการค่อย ๆ เผยความลึกลับของหนัง แต่ถ้าคุณหวังว่าจะได้เห็นหนังที่ “พลิกโลก” หรือ “เติมเต็มจักรวาล Exorcist” — คุณอาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
สรุปคือ Believer เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศหลอน, อยากดูแนวหนังผีสายคริสต์ร่วมสมัย, แต่ถ้าคาดหวังเยอะเกินไปอาจเจอฝันสลาย
คะแนนโดยรวมตามหัวใจ (จาก 10): 6.5 / 10
#TheExorcistBeliever #รีวิวหนัง #หนังผี #ฮอร์รอร์คริสต์ #Lemon8MovieReview
ถ้าคุณเสิร์ชหา “the exorcist” แล้วลังเลว่า The Exorcist: Believer (2023) ต้องดูภาคไหนก่อน ถึงจะเข้าใจและสนุกขึ้น—นี่คือสรุปแบบคนดูจริงที่ช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ 1) ต้องดู The Exorcist (1973) ก่อนมั้ย? ส่วนตัวแนะนำให้ดูภาคปี 1973 ก่อนอย่างน้อยสักรอบ (หรือดูสรุปเรื่องก็ยังดี) เพราะ Believer ถูกวางให้เป็น direct sequel และมีตัวละครสำคัญอย่าง Chris MacNeil (Ellen Burstyn) กลับมา ถ้ารู้พื้นหลังของเธอ คุณจะเก็ต “น้ำหนักทางอารมณ์” และความหมายของบางฉากมากขึ้น ถึงแม้หนังจะพยายามเล่าให้คนดูใหม่ตามทัน แต่ฟีลการเชื่อมโยงจะชัดขึ้นเมื่อรู้ตำนานเดิม 2) Believer เล่าเรื่องแนวไหน น่ากลัวแบบไหน? โทนโดยรวมเป็นผี/ไล่ผีสายคริสต์ที่พยายาม “อัปเดต” ให้ร่วมสมัยมากขึ้น มีช่วงไต่ความหลอนแบบ slow burn ในต้นเรื่อง แต่พอเข้าช่วงกลาง-ท้ายจะใช้ jump scare เยอะขึ้น ใครเป็นสายชอบความหลอนเงียบ ๆ อาจรู้สึกว่าน่ากลัวแบบไม่สุด แต่ถ้าชอบงานภาพมืด-เงา เสียงกระแทก ๆ และบรรยากาศกดดันก็ยังพอได้ลุ้นอยู่ค่ะ 3) จุดที่หนังพยายามทำต่างจากเดิม: หลายความเชื่อในพิธีเดียว สิ่งที่เราว่าน่าสนใจคือหนังหยิบแนวคิด “รวมหลายศาสนา/ความเชื่อ” มาร่วมพิธีปราบปีศาจ ซึ่งเป็นไอเดียที่ฟังดูสดใหม่พอสมควร แต่ประสบการณ์ดูจริงคือหนังเหมือนแตะหลายอย่างพร้อมกันจนบางเส้นไม่ทันลึก ทำให้บางคนรู้สึกผิวเผิน แต่ถ้าคุณเปิดใจดูเป็นการทดลองทางธีม ก็ถือว่าเป็นมุมที่พอชวนคุยได้หลังดูจบ 4) ถามตรง ๆ คุ้มดูในโรงไหม? ถ้าคุณเป็นแฟน The Exorcist อยู่แล้ว หรืออยากดูหนังไล่ผีเวอร์ชันยุคใหม่ที่มีบรรยากาศและโปรดักชันค่อนข้างดี เราว่าดูได้ ไม่ถึงกับเสียเวลา แต่ถ้าคาดหวังว่าจะ “เทียบชั้นต้นฉบับ” หรืออยากได้ความสยองแบบแปลกใหม่มาก ๆ อาจต้องปรับความคาดหวังลงนิดนึง 5) ทิปเล็ก ๆ ก่อนดู (กันสปอยล์แต่ช่วยเพิ่มอรรถรส) - ดูตัวอย่าง (Official Trailer) พอประมาณก็พอ เพราะบางช็อตเฉลยอารมณ์หลักไปเยอะ - ถ้ากลัวฉากเสียงดัง ให้เตรียมใจว่า jump scare มาบ่อยกว่าที่คิด - ตั้งโหมดการดูเป็น “ภาคต่อที่คารวะต้นฉบับ” มากกว่า “ภาคต่อที่ล้มตำนาน” จะสนุกขึ้นค่ะ สรุปสั้น ๆ: The Exorcist: Believer เหมาะกับคนที่อยากดูหนังไล่ผีโทนคริสต์แบบร่วมสมัย มีบรรยากาศมืด ๆ และอยากตามต่อจักรวาล The Exorcist แต่ถ้าหวังความใหม่แบบพลิกเกม อาจรู้สึกว่าได้แค่ “โอเค ดูได้” มากกว่า “ว้าว”
