Automatically translated.View original post

Repent before it's too late Credit: Bangkok Maituit Church

Repent before it's too late.

1 May 15.1-32

And Abijah did according to all his sins according to Rehoboam, and his heart was not loyal to God, but God was merciful for King David's sake. Abijah ruled only three years, and Asa his son reigned in his stead.

Asa was the king who did what was right in God's eyes, washing away the idols and driving out the slaves who served in the temple of the idols. Even his grandmother removed her office because she had made idols. Asa's heart was loyal to God. He revived the worship of God in the temple.

But Asa fell away by going to Syria to fight against the north of Israel, instead of relying on God, but turning to others to fight against his brothers.

And when Jeroboam was finished, Nadab reigned in his stead: but Baasha rebelled, and slew Nadab: and Baasha took away all the sons of Jeroboam, until there was none left, according to that which God had spoken; for the sins of Jeroboam that were committed, and the people sinned.

God blesses children with righteousness, justice, and love and mercy. God blesses those who do not repent until the end of time.

Let us be careful in our lives, for our actions affect not only our lives, but also our offspring. Do not compromise with sin, but eliminate it completely, do not look before men, but look at God, "Do not be afraid of those who kill the body...But fear him who can destroy both soul and body in hell "(Matthew 10.28).

2025/10/16 Edited to

... Read moreการกลับใจหรือการสำนึกผิดก่อนที่จะสายเกินไปเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนจากเรื่องราวของกษัตริย์ในพระคัมภีร์ประวัติของอาบียาห์และอาสาใน 1 พงศ์กษัตริย์ 15:1-32 ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจิตใจที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า แม้จะมีความผิดพลาดและการล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงเมตตาและทรงให้โอกาสในการกลับใจใหม่เสมอ จากเรื่องราวดังกล่าว เราเห็นว่าอาบียาห์ทรงทำตามบาปของบิดาและไม่มีใจจงรักภักดีต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงโปรดปรานเพราะความซื่อสัตย์ของบรรพบุรุษและให้โอกาสต่อมา อาสา ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรพระเจ้า ด้วยการล้างรูปเคารพและฟื้นฟูนมัสการพระเจ้าในพระวิหารอีกครั้ง แม้กระทั่งการตัดสินใจที่ยากลำบากอย่างการปลดสมเด็จย่าที่หมกมุ่นในรูปเคารพก็แสดงถึงความจริงจังในการดำเนินชีวิตตามพระบัญชา อย่างไรก็ตาม แม้อาสาจะมีความดีเด่น แต่ก็มีความผิดพลาดเมื่อหันไปพึ่งพาอำนาจมนุษย์อย่างซีเรียในการต่อสู้กับอิสราเอล แทนที่จะวางใจในพระเจ้า ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและเป็นบทเรียนที่ชัดเจนว่า การพึ่งพาในพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆ พระคัมภีร์ยังย้ำเตือนเราด้วยคำสอนในมัทธิว 10:28 ที่ว่า "อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรก" ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นจุดสำคัญว่า เราควรตั้งใจกลัวและเคารพในพระเจ้าผู้ทรงอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง มากกว่าที่จะกลัวมนุษย์หรือเรื่องชั่วคราวในโลกนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดในชีวิตและของรุ่นลูกหลาน การดำเนินชีวิตที่ระมัดระวังในทุกการกระทำจึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่กับตัวเราเอง แต่รวมถึงผลสะท้อนถึงอนาคตด้วย การไม่ประนีประนอมกับบาปและมั่นคงในศรัทธาต่อพระเจ้าจึงเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ชีวิตที่เปี่ยมด้วยพรและพระเมตตา ดังนั้น การกลับใจสำนึกผิดและตั้งใจเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่เคยสายเกินไปสำหรับผู้ที่เปิดใจรับฟังและวางใจในพระองค์ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความยากลำบากที่เกิดขึ้นในยุคสมัยต่างๆ เรื่องราวจากพระคัมภีร์นี้เป็นเครื่องเตือนใจและแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันกลับมาพึ่งพาพระเจ้าอย่างจริงใจในทุกสถานการณ์