Influenza
เมื่อ “ไข้หวัดใหญ่” ไม่ได้เป็นเพียงหวัดธรรมดา แต่เป็นโรคที่อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตได้
หลายคนมองว่า “ไข้หวัดใหญ่” เป็นเพียงโรคที่ทำให้มีไข้ ไอ และปวดเมื่อยตามร่างกาย
แต่ในทางคลินิก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
Influenza สามารถพัฒนาไปสู่
● Pneumonia
● Acute Respiratory Failure
● ARDS
● Sepsis
● Multi-organ Failure
ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
ในฐานะพยาบาล เราจึงไม่ควรมอง Influenza เป็นเพียง “หวัดธรรมดา”
แต่ ต้องเข้าใจว่าภายใต้ไข้สูงและอาการปวดเมื่อยนั้น มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ส่งผลต่อทั้งร่างกาย
Influenza คืออะไร?
Influenza เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจ
เกิดจากเชื้อ
● Influenza A
● Influenza B
ติดต่อผ่าน
● ละอองฝอยจากการไอจาม
● การสัมผัสสารคัดหลั่ง
หลังได้รับเชื้อ
ระยะฟักตัวประมาณ 1–4 วัน
ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ
จุดเริ่มต้นของโรค : เมื่อไวรัสเข้าสู่ทางเดินหายใจ
ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่าน
● จมูก
● คอ
● หลอดลม
จากนั้นจะจับกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ
และเพิ่มจำนวนภายในเซลล์
เมื่อไวรัสเพิ่มจำนวน
เซลล์จะถูกทำลาย
เกิดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ
ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการ
● ไข้
● ไอ
● เจ็บคอ
● น้ำมูก
● อ่อนเพลีย
ทำไมผู้ป่ วยจึงมีไข้สูงและปวดเมื่อยมาก?
เมื่อร่างกายตรวจพบเชื้อ
ระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่ง
● Interleukin-1
● Interleukin-6
● TNF-α
สารเหล่านี้กระตุ้นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง
ทำให้เกิด
🌡️ ไข้สูง
นอกจากนี้ยังทำให้เกิด
💪 ปวดกล้ามเนื้อ
😴 อ่อนเพลีย
🤕 ปวดศีรษะ
ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ Influenza ที่แตกต่างจากหวัดทั่วไป
ผลกระทบต่อระบบหายใจ
การอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ
ทำให้
● Mucosal Edema
● Increased Secretion
● Ciliary Dysfunction
ส่งผลให้การกำจัดเชื้อโรคลดลง
เสมหะคั่งค้างมากขึ้น
และเพิ่มความเสี่ยงต่อ
Secondary Bacterial Infection
โดยเฉพาะ
● Streptococcus pneumoniae
● Staphylococcus aureus
จาก Influenza สู่ Pneumonia
เมื่อการติดเชื้อลุกลามลงสู่ถุงลมปอด
เกิด
Viral Pneumonia
ถุงลมเต็มไปด้วยเซลล์อักเสบและสารคัดหลั่ง
พื้นที่แลกเปลี่ยนก๊าซลดลง
ผู้ป่วยจะเริ่มมี
🫁 หอบเห นื่อย
🫁 SpO₂ ลดลง
🫁 Hypoxemia
หากรุนแรงมาก
อาจพัฒนาเป็น
ARDS
ซึ่งเป็นภาวะที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง
ผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด
การอักเสบทั่วร่างกายทำให้
Heart Rate เพิ่มขึ้น
Myocardial Oxygen Demand เพิ่มขึ้น
ในผู้ป่วยโรคหัวใจเดิม
Influenza อาจกระตุ้นให้เกิด
● Acute Heart Failure
● Myocardial Infarction
● Arrhythmia
ได้
ผลกระทบต่อสมอง
ไข้สูง
Hypoxemia
และ Cytokine Response
อาจทำให้ผู้ป่วยมี
● สับสน
● ซึมลง
● Delirium
โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
บางครั้งอาการแรกที่พบ
อาจเป็นเพียง “ซึมลง”
โดยไม่มีอาการทางระบบหายใจชัดเจน
ผลกระทบต่อไต
ภาวะไข้สูง
รับประทานอาหารและน้ำได้น้อย
ร่วมกับการอักเสบทั่วร่างกาย
อาจทำให้เกิด
Acute Kidney Injury
โดยเฉพาะในผู้ป่วยวิกฤต
เมื่อ Influenza กลายเป็น Sepsis
ในบางราย
การติดเชื้อรุนแรงสา มารถกระตุ้น
Systemic Inflammatory Response
จนเกิด
● Sepsis
● Septic Shock
● Multi-organ Failure
ได้
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่บางรายต้องเข้ารับการรักษาใน ICU
การวินิจฉัย
ใช้ข้อมูลจาก
✅ ประวัติและอาการ
✅ Influenza Antigen Test
✅ RT-PCR
✅ Chest X-ray ในรายสงสัย Pneumonia
✅ CBC และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ตามอาการ
การรักษา
Antiviral Therapy
เช่น
Oseltamivir
ควรเริ่มภายใน 48 ชั่วโมงแรก
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
Supportive Care
● Oxygen Therapy
● Fluid Management
● Antipyretic
● Nutritional Support
การรักษาภาวะแทรกซ้อน
เช่น
● Pneumonia
● Respiratory Failure
● Sepsis
ตามความรุนแรงของผู้ป่วย
บทบาทสำคัญของพยาบาล
การประเมิน
ติดตาม
● Temperature
● Respiratory Rate
● SpO₂
● Heart Rate
● Mental Status
อย่างต่อเนื่อง
การเฝ้าระวัง Respiratory Failure
สังเกต
● หอบเหนื่อยมากขึ้น
● ใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ
● SpO₂ ลดลง
เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที
Infection Control
● Droplet Precaution
● Surgical Mask
● Hand Hygiene
เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
การส่งเสริมการระบายเสมหะ
● จัดท่านอนศีรษะสูง
● กระตุ้นการไอ
● ดูดเสมหะเมื่อจำเป็น
การให้ความรู้ผู้ป่วย
● การรับประทานยาตามแผน
● การพักผ่อน
● การป้องกันการแพร่เชื้อ
● ความสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่
สิ่งที่พยาบาลควรจดจำ
Influenza ไม่ได้เป็นเพียงโรคของระบบทางเดินหายใจ
แต่เป็นโรคที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายผ่านกระบวนการอักเสบและการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
จากอาการไข้ ไอ และปวดเมื่อย
อาจพัฒนาไปสู่
● Pneumonia
● ARDS
● Sepsis
● Multi-organ Failure
ได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการประเมินอย่างละเอียด
การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
และกา รพยาบาลที่รวดเร็ว
จึงมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาด้วยยา
เพราะในผู้ป่วยบางราย
“ไข้หวัดใหญ่”
อาจไม่ใช่เพียงการเจ็บป่วยชั่วคราว
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของภาวะวิกฤตที่คุกคามชีวิต











