LIBITU 801e น้ำยาเคลือบกระจกไล่น้ำ

กรุงเทพมหานคร
5/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมใครกำลังหา “น้ำยาเช็ดกระจกรถยนต์ น้ำไม่เกาะ” เราเข้าใจเลย เพราะตอนฝนตกหนักๆ กระจกหน้ารถจะเป็นคราบน้ำเป็นเม็ดๆ ทำให้ไฟจากรถคันอื่นฟุ้ง มองทางยาก (หมดปัญหาเวลาฝนตกจริงๆ คือเป้าหมายหลัก) รอบนี้เราเลยลองแนว “น้ำยาเคลือบกระจกไล่น้ำ” อย่าง LIBITU 801e แล้วสรุปเป็นวิธีใช้แบบที่ทำแล้วเวิร์กและข้อควรระวังให้ค่ะ สิ่งที่รู้สึกได้หลังใช้: เวลาฝนลงหรือฉีดน้ำทดสอบ น้ำจะรวมตัวเป็นเม็ดแล้วไหลออกง่ายกว่าเดิม กระจกดูใสขึ้น โดยเฉพาะตอนขับเกิน ~60 กม./ชม. จะเห็นผลชัดขึ้นเพราะลมช่วยพัดน้ำออก ทำให้ปัดน้ำฝนทำงานเบาขึ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องใช้ที่ปัดนะ) วิธีทำให้ “น้ำไม่เกาะ” อยู่ทน (เราใช้ขั้นตอนนี้แล้วติดทนกว่าเดิม) 1) ล้างรถ/ล้างกระจกให้สะอาดก่อน: ถ้ามีคราบน้ำมัน ฟิล์มเก่า หรือคราบฝังแน่น น้ำยาเคลือบจะเกาะไม่ดี 2) เช็ดให้แห้งสนิท: ความชื้นทำให้เคลือบเป็นด่าง/เป็นปื้นได้ 3) ลงน้ำยาเป็นชั้นบางๆ: อย่าหยอดเยอะแล้วถูวนแรงๆ จนเป็นคราบ ให้ค่อยๆ ถูให้ทั่วทั้งบานกระจก 4) รอให้เซ็ตตัวแล้วค่อยเช็ดเก็บ: ถ้าเช็ดเร็วไป ฟิล์มยังไม่ทันเกาะ 5) เลี่ยงโดนน้ำช่วงแรก: ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้โดนฝนหรือฉีดน้ำซ้ำทันทีหลังทำ เพื่อให้ชั้นเคลือบเซ็ตตัวเต็มที่ ทริคที่ช่วยมาก - ถ้ากระจกเคยมีฟิล์มเคลือบเก่า ลองทำความสะอาดเชิงลึกก่อน 1 รอบ (เช่น น้ำยาล้างคราบฝังแน่นสำหรับกระจก) แล้วค่อยเคลือบ จะเห็นผล “น้ำไม่เกาะ” ชัดกว่า - กระจกด้านนอกควรโฟกัสเป็นหลัก ส่วนด้านในถ้ามีฝ้า/คราบมัน ให้ใช้น้ำยาเช็ดกระจกคนละตัว (แบบลดคราบมัน) จะเหมาะกว่า ข้อควรระวังจากที่ลองเอง - อย่าให้โดนยางใบปัด/พลาสติกบางชนิดนานๆ และควรเช็ดออกทันทีถ้าเลอะ - ถ้าลงหนาเกินไปอาจเกิด “คราบรุ้ง/เป็นปื้น” ตอนโดนไฟกลางคืน แนะนำลงบางๆ หลายรอบดีกว่าหนักๆ รอบเดียว - หากใช้ใบปัดสึก/แข็ง อาจทำให้เกิดเสียงหรือปัดแล้วเป็นเส้น ควรเปลี่ยนใบปัดคู่กันจะจบกว่า สรุป: ถ้าใครเจอปัญหากระจกหน้ารถตอนฝนตกแล้วอยากให้ “น้ำไม่เกาะ” มากขึ้น แบบนี้เป็นตัวช่วยที่เห็นผล แต่ความทนจะขึ้นกับการเตรียมผิวกระจกและวิธีลงน้ำยาเป็นหลักค่ะ