สามีคลั่งรัก บทที่ 5

เช้าวันอาทิตย์ ☀️

แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องทะลุผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาต้องใบหน้าหวาน ภิมมี่ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาด้วยแรงปลุกของแสงตะวัน ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากแอลกอฮอล์เมื่อคืนยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย หญิงสาวค่อย ๆ พลิกตัวหันไปมองคนข้างกาย... วินยังคงนอนหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

แม้ในใจจะเจ็บปวดจากความเพิกเฉยของเขาเมื่อคืน แต่สัญชาตญาณความใส่ใจที่เธอทำมาตลอดสี่ปีก็ทำให้ภิมมี่ค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบา เธอเดินตรงไปที่หน้าต่างแล้วจัดการปิดผ้าม่านให้มิดชิดขึ้น เพราะกลัวว่าแสงแดดจะรบกวนและทำให้สามีหลับไม่เต็มอิ่ม

เมื่อหันกลับมา ภิมมี่จึงหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาเปิดดู

ครืด... ตึ๊ง!

หน้าจอระเบิดแสงสว่างพร้อมข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อของคนที่เพิ่งแยกกันเมื่อคืนเด่นหราอยู่บนหน้าจอ

‘ชิน: อรุณสวัสดิ์ครับคุณภิม’

เพียงแค่ประโยคสั้น ๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของภิมมี่แกว่งไกว ความอบอุ่นที่ได้รับจากเขาเมื่อคืนผุดขึ้นมาในสมองทันที ทว่า... จิตใต้สำนึกของคำว่าความถูกต้องก็ตบหน้าเธอฉาดใหญ่ ภิมมี่รู้ดีว่าตนเองมีสามีแล้ว ต่อให้ความรู้สึกที่มีให้ชินมันจะดีมากมายมหาศาลขนาดไหน เธอก็ไม่ควรเปิดโอกาสให้มันถลำลึกไปมากกว่านี้

หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ ตัดสินใจกดปิดหน้าจอโดยไม่พิมพ์ตอบกลับใด ๆ เธอวางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาอะไรทาน ดับความฟุ้งซ่านในหัวใจ

ไม่นานนัก วินที่เพิ่งตื่นนอนก็เดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัว สายตาจ้องมองแผ่นหลังของภรรยาที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา

“ทำอะไรกินหรอที่รัก” เขาส่งเสียงถามเรียบ ๆ

ภิมมี่หันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ตามความเคยชิน

“กับข้าวง่าย ๆ อ่ะ วินจะกินด้วยไหม”

“กินสิ กินสิ” วินตอบรับแค่นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อจัดการธุระส่วนตัว โดยไม่มีบทสนทนาใด ๆ ชวนคุยต่อเพื่อกระชับความสัมพันธ์เหมือนเช่นเคย

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารเช้าง่าย ๆ แต่ตั้งใจทำก็เสร็จสมบูรณ์

“วิน! กับข้าวเสร็จแล้ว มากินข้าว!” ภิมมี่ตะโกนเรียกเสียงดังฟังชัด

“โอเค!” เสียงของสามีขานรับจากในห้อง ก่อนที่ร่างสูงจะเดินกลับออกมานั่งที่โต๊ะอาหารฝั่งตรงข้ามกับเธอ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างเงียบ ภิมมี่มองหน้าสามีสลับกับจานข้าว เธอยังอยากลองพยายามดึงโลกของเขา และพยายามจุดไฟในชีวิตคู่ดูอีกสักครั้ง หญิงสาวจึงเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ แบบน่ารักที่เธอชอบใช้

“วิน... วันนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีนะ?”

วินชะงักช้อนในมือไปเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“อาทิตย์หน้าได้ไหม วันนี้ผมอยากพักผ่อนน่ะ”

คำตอบปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยทำเอาความสดใสในดวงตาของภิมมี่ดับวูบลงทันที ก้อนความผิดหวังแล่นมาจุกที่คอหอย แต่เธอก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มบาง ๆ พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“โอเค... วินพักผ่อนต่อเถอะ ฉันไปเองคนเดียวก็ได้”

หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง วินใช้เวลาทานข้าวไม่ถึง 15 นาทีก็อิ่ม เขาผลักจานออกลุกขึ้นยืนพลางพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันมามองหน้าเธอ

“ฝากล้างให้หน่อยนะ ผมจะไปพักผ่อนแล้ว”

“โอเค...”

ภิมมี่มองตามแผ่นหลังของสามีที่เดินกลับเข้าห้องนอนไปปะทะกับประตูที่ปิดลง ความเงียบงันกลับมาโอบล้อมเธออีกครั้ง หญิงสาวก้มมองจานข้าวที่เหลืออยู่เพียงลำพัง น้ำตาที่เคยแห้งเหือดคล้ายจะเอ่อคลอขึ้นมาอีกรอบ

เธอบอกตัวเองให้อดทน... แต่อดทนกับความชืดชานี้มาสี่ปีแล้ว และวันนี้คำว่า ‘สุดแล้วก็แค่ปล่อย’ มันเริ่มแจ่มชัดในความรู้สึกขึ้นมาทุกที

ภิมมี่เดินกลับไปที่ห้องนอน ทอดสายตามองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่นิ่ง ๆ บนเตียง... บางที การที่ไม่ตอบสนองคุณชินในตอนแรก อาจเป็นการตัดสินใจที่เธอกำลังจะอยากเปลี่ยนใจในนาทีนี้หลังจากจัดการล้างจานชามในครัวจนเสร็จเรียบร้อย ภิมมี่ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอน หันมองสามีที่ทิ้งตัวนอนราบไปกับเตียงแล้วหันหลังให้เธออีกครั้ง หญิงสาวลอบถอนหายใจยาว แววตาที่เคยไหววูบเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เธอเดินไปหยิบมือถือบนเตียงยัดใส่กระเป๋า โดยเลือกที่จะเลื่อนผ่านข้อความอรุณสวัสดิ์ของคุณชินไปก่อนเพื่อรักษาระยะห่าง

เธอบอกวินว่าจะออกไปเอง และเธอก็จะไปจริง ๆ

ภิมมี่เลือกสลัดความหม่นหมองทิ้งด้วยการแต่งตัวจัดเต็ม เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะปังตามแบบฉบับสาวมั่นสุดสดใสที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง หญิงสาวขับรถมุ่งหน้าไปยังคอมมูนิตี้มอลล์สุดหรูใจกลางเมืองที่มีร้านคาเฟ่เรือนกระจกชื่อดัง บรรยากาศรอบตัวโอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่และมีน้ำตกจำลองไหลรินคล้ายร้านเมื่อวาน หวังจะใช้ธรรมชาติบำบัดใจที่พัง ๆ เธอสั่งกาแฟแก้วโปรดมานั่งละเลียดชิมอยู่ตรงมุมสงบเพียงลำพัง ทอดสายตามองสายน้ำพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

“นึกว่าตาฝาดเสียอีก... ที่แท้ก็คุณภิมมี่จริง ๆ ด้วย”

น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่เพิ่งได้ยินเมื่อคืนดังขึ้นจากทางด้านหลัง ภิมมี่สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมอง และนั่นทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง

‘คุณชิน’ ในลุควันนี้แตกต่างจากคนเมามายเมื่อคืนราวกับคนละคน ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มเข้ารูปเนียนกริบ ผมเซตเปิดหน้าผากขับให้ใบหน้าหล่อเหลาพิมพ์นิยมทรงตี๋อินเตอร์ดูภูมิฐาน สมฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างที่สุด ข้างกายเขามีผู้ติดตามคอยถือเอกสารอยู่สองสามคน ท่าทางเก่งกาจและทรงอำนาจนั้นทำเอาภิมมี่ใจสั่นกึก

ชินหันไปผงกศีรษะบอกผู้ติดตามให้แยกย้ายไปรอที่รถ ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินตรงเข้ามาหาภิมมี่ รอยยิ้มละมุนที่หยีลงจนตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวถูกส่งมาให้เธอทันที เป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้โลกหม่น ๆ ของเธอสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง

“สวัสดีครับคุณภิม... แอบหนีมาเที่ยวคนเดียวเหรอครับเนี่ย?” ชินเอ่ยทักพลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ดวงตาเรียวรีทอดมองใบหน้าหวานด้วยความเอ็นดูและซัพพอร์ต

“เมื่อเช้าผมทักไลน์ไป ไม่เห็นคุณตอบ แอบน้อยใจอยู่พอดีเลย”

คำสารภาพตรง ๆ ของเขาทำเอาภิมมี่หน้าร้อนผ่าว เธอแสร้งทำเป็นหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาถือแก้เขิน

“อ๋อ... พอดีภิมยุ่ง ๆ เรื่องมื้อเช้าน่ะค่ะ ขอโทษทีนะคะ แล้วนี่คุณชินมาทำอะไรแถวนี้คะ? แต่งตัวเต็มยศเชียว”

“อ๋อ ผมเพิ่งดิวงานกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติเสร็จตรงโน้นน่ะครับ เหนื่อยแทบแย่เลย”

ชินแสร้งทำท่าถอนหายใจยาวพลางเอียงคอช้อนสายตามองเธออย่างอ้อน ๆ

“แต่พอเดินผ่านมาเจอคุณภิมมี่ตรงนี้... หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ เหมือนได้พลังซัพพอร์ตกลับมาเต็มร้อยเลย”

คำพูดคำจาแพรวพราวบวกกับสายตาใส่ใจของคุณชิน มันช่างตรงข้ามกับสามีที่กินข้าวเสร็จก็สะบัดตูดไปนอนคลุมโปงที่บ้านเหลือเกิน ความอัดอั้นและน้อยใจวินที่สะสมมามันทำให้น้ำหนักในอกของภิมมี่เริ่มเทเอียง กรอบของคำว่า ‘ภรรยา’ ที่เธอพยายามรักษาไว้เมื่อเช้า ค่อย ๆ พังทลายลงทีละน้อยเพราะความเพิกเฉยของคนในบ้าน และความใส่ใจของคนตรงหน้า

“ปากหวานตลอดเลยนะคุณชิน... แล้วนี่ทานอะไรมาหรือยังคะ? ถ้ายัง... มื้อนี้ภิมเลี้ยงตอบแทนเรื่องเมื่อคืนดีไหม?”

ภิมมี่ส่งยิ้มสดใสตาเป็นประกายกลับไป

ชินยิ้มกว้างขวาง ดวงตาเป็นประกายวาววับ

“ถ้าคุณภิมอาสาดูแลมื้อนี้... ต่อให้ผมอิ่มแล้ว ผมก็พร้อมจะกินอีกรอบครับ”

ความบังเอิญในบ่ายวันอาทิตย์ กำลังลากเส้นด้ายความสัมพันธ์ลับ ๆ ของทั้งคู่ให้ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ภิมมี่ไม่คิดจะปัดป้องมันอีกต่อไปแล้ว

3 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตจริง บางครั้งการมีความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบกับคู่ชีวิตสามารถสร้างความรู้สึกอ้างว้างและลำบากใจได้เหมือนกับเรื่องราวในนิยายนี้ ภิมมี่ต้องเผชิญกับความเงียบที่ทำร้ายจิตใจในชีวิตคู่ของเธอ ทั้งที่พยายามดูแลและรักษาความรักมากว่า 4 ปี แต่กลับได้รับการตอบสนองที่เย็นชาและห่างเหินจากสามี การที่เธอได้รับข้อความจากชิน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในใจ เพราะชินให้ความอบอุ่นและความใส่ใจในสิ่งที่วินไม่สามารถให้ได้ในเวลานั้น หากเรามองในมุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนแบบนี้ จะเห็นว่าความรู้สึกของภิมมี่เป็นสิ่งที่หลายคนอาจเคยประสบพบเจอ การที่ใครคนหนึ่งรู้สึกไม่ได้รับความรักหรือความใส่ใจจากคู่ชีวิต ทำให้พวกเขาเปิดใจรับความสัมพันธ์จากคนอื่นมากขึ้น แม้จะเตือนใจตัวเองว่าความถูกต้องและความรับผิดชอบนั้นสำคัญก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ใกล้เคียง บางครั้งการมีพื้นที่ส่วนตัว เช่น ออกไปเที่ยวคนเดียวหรือหากิจกรรมทำที่ชอบ เช่น การนั่งจิบกาแฟในคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีบรรยากาศสงบ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและคิดทบทวนถึงชีวิตตนเองได้ดีขึ้น และอย่างที่ภิมมี่เลือกแต่งตัวให้เป๊ะพร้อมออกไปข้างนอก เพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา นั่นคือการดูแลจิตใจตนเองผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ผล สุดท้าย นิยายบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวของการรักษาสมดุลระหว่างความรัก ความรับผิดชอบ และความปรารถนาในความสนใจและความอบอุ่นอย่างแท้จริงของมนุษย์ ทุกความสัมพันธ์ต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก และการก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ต้องมีความเข้าใจในตนเองและคู่รักเป็นสำคัญ การตัดสินใจของภิมมี่ที่จะก้าวไปสู่ความรู้สึกใหม่กับชิน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ และเรื่องราวนี้ก็ชวนให้เราคิดถึงเส้นทางของความรักที่ไม่มีคำตอบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกของแต่ละคนในชีวิตจริงอันซับซ้อนนี้