How to ได้ ”ค่าเช่า“ เดือนละ 6,xxx แบบไม่ต้องมีบ้านสักหลัง 🏠
เวลาพูดถึงคำว่า Passive Income หรือการนอนอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินเข้าบัญชีทุกเดือน ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวคือ "การทำบ้านเช่าหรือห้องเช่า" ใช่ไหมครับ? ผมก็เป็นคนนึงที่คิดแบบนั้น
ในตอนนั้นผมมีเงินอยู่ประมาณ 8 แสนบาท ซึ่งมันมากพอที่จะเอาไปซื้อบ้านมือสองพร้อมที่ดินในต่างจังหวัด ปล่อยเช่าเดือนละ 4-5 พันบาท แล้วก็นอนรอรับเงินสบายๆ ได้เลย
แต่ขอเบรคก่อนครับ เพราะจริงๆ มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น วันนี้ผมเลยจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมผมถึงมองว่า "หุ้นปันผล" ถึงน่าสนใจกว่าการทำบ้านเช่าสำหรับคนไม่อยากปวดหัวครับ
ผมมีเพื่อนที่สนิทกันอยู่คนนึง เขาซื้อบ้านมือสองราคา 1.2 ล้านบาท มาปล่อยเช่าเดือนละประมาณ 7 พันบาท แต่ตั้งแต่เดือนแรกก็โดนผู้เช่าเบี้ยวค่าเช่า แถมยังไม่พอ ไม่ยอมออกจากบ้านอีก 2-3 เดือนเต็มๆ ถึงขั้นต้องพึ่งโรงพัก ทั้งปวดหัวไม่พอยังเสียเวลาอีก
ผมเปลี่ยนความคิดในทันทีและพยายามหาข้อดีข้อเสียอย่างถี่ถ้วนจนได้ค้นพบว่า
”เราต้องรู้ก่อนว่าเราต้องการอะไร“ แน่นอนว่าทุกคนต้องการเงินใช่มั้ยครับ แต่หุ้นปันผลและบ้านเช่า ทั้งสองอย่างนี้มันต่างกันโดยสิ้นเ ชิงเลย ซึ่งการซื้อบ้านปล่อยเช่าได้ เราซื้อแล้วต้อง ”ดูแล“ หมายถึงมันมีความรับผิดชอบเพิ่มมาด้วยพร้อมกับรายได้ ผมจะเรียกสั้นๆ ว่า job ครับ
ปัญหาต่างๆ ที่เราต้องคอยแก้ ความจุกจิกจากคนเช่า บางเดือนจ่ายช้า ต้องคอยตามทวง ดีไม่ดีแอบหนีไม่จ่ายซะงั้น
สารพัดงานซ่อม แอร์ไม่เย็น ท่อน้ำตัน หลังคารั่ว ส้วมพัง... ใครจ่าย? เราที่เป็นเจ้าของนี่แหละครับที่ต้องควักกระเป๋าซ่อม สรุปรายได้จริงที่คิดว่าจะได้ค่าเช่าเต็มๆ 4-5 พันบาท หักค่าซ่อมบำรุง หักเวลาที่ต้องเสียไป เหลือเข้ากระเป๋าจริงแค่ 3-4 พันบาท เท่านั้น กลายเป็นการเพิ่มงานและเราเหนื่อยกว่าเดิมครับ
ทีนี้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ ลองคิดซะว่า "หุ้นปันผล" คืออสังหาริมทรัพย์ของเราดูครับ ถ้าเราเอาเงิน 8 แสนบาท ไปซื้อหุ้นปันผลพื้นฐานดีๆ หรือ กองท ุน ETF ปันผลสูง สักตัวสองตัว ที่ให้ผลตอบแทนระดับ 9-10% ต่อปี เงินต้น 800,000 x ปันผล 9% = 72,000 บาทต่อปี เอามาหาร 12 เดือน = เราจะได้เงินเฉลี่ยตกเดือนละ 6,000 บาท เท่ากัน
แต่ความต่างมันอยู่ที่อะไรรู้มั้ยครับ คือพอเรากดซื้อเสร็จหน้าที่ของเราคือ "จบ" แล้วครับ แค่นั้นเลยครับ หน้าที่เรามีแค่ใช้ชีวิตไปตามปกติเหมือนเดิมทุกวัน ถึงเวลาก็มีเงินปันผลโอนเข้าบัญชีหุ้นของเรา ไม่เกิดงานหรือ job ที่ต้องรับผิดชอบ นี่แหละครับ Passive Income ของจริง
ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียกันบ้างนะครับ ทั้งสองอย่างนี้มีความต่างกันพอสมควร เรื่องแรกคือสภาพคล่อง โดยหุ้นจะมีสภาพคล่องสูงกว่าบ้านเช่า วันไหนต้องการเงินต้นของเราคืน เราแค่กดสั่งขายหุ้นนั้นในแอปฯ รอ 2 วันทำการ เงินก็จะถูกโอนกลับเข้าบัญชีเรา แต่บ้านประกาศขายวันนี้ ไม่รู้ปีหน้าจะ ได้ขายมั้ย แถมต้องปวดหัวเรื่องค่านายหน้า ค่าโอน ค่าดำเนินการอีก
ส่วนที่สองความเสี่ยง หุ้นมักจะผูกติดความเสี่ยงกับ "เศรษฐกิจ" เสมอครับ ถ้าปีไหนเศรษฐกิจดี บริษัทกำไรโตปันผลเราก็โตตามไปด้วย แต่ถ้าปีไหนเศรษฐกิจแย่ ปันผลก็อาจจะลดลงตามสถานการณ์เช่นกันครับ ส่วนบ้านเช่าก็เสี่ยงตรงที่ถ้าเดือนไหนไม่มีคนเช่า = รายได้เป็นศูนย์ทันทีครับ แต่สิ่งที่ยังรันต่อคือค่าดูแล ค่าจ้างคนเฝ้า (กรณีไม่ได้ดูแลเอง) จำเป็นต้องสำรองเงินในช่วงที่ไม่มีคนเช่า 3-6 เดือน ทำบัญชีสารพัด
อ่านกันมาจนจบแล้ว สุดท้ายนี้ผมไม่ได้จะชี้แนะชี้นำว่าอันไหนดีกว่าอันไหน เพราะทุกอันที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่สร้างเงินให้เราทั้งสองอย่างครับ แต่แค่เราต้องถามตัวเอง สำรวจตัวเองก่อนจะตัดสินใจลงทุนว่าเราเองเหมาะกับแบบไห น มีเวลาดูแลพอมั้ย ทำเองคนเดียวได้หมดรึเปล่า เลือกระหว่าง passive income ที่เป็น job หรือ แบบไม่มี job
ปัจจุบันนี้ผมก็ยังได้ปันผลจากหุ้นปันผลเรื่อยๆ ทุกเดือนโดยที่ยังทำงานประจำอยู่เหมือนเดิม มีเวลานอนหลับเท่าเดิม ครับ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ถ้ามีเงิน 8 แสน จะเลือก บ้านเช่า หรือ หุ้นปันผล ? คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ 💬
#ลงทุน #หุ้นปันผล #การเงินการลงทุน #Lemon8ฮาวทู #lemon8ไดอารี่























เยี่ยมคะกำลังศึกษาอยู่เลย