เรียนไปทำงานไปเหนื่อยเกินต้าน

ไหนใครบอกว่าทำงานไปเรียนไปสบายยย มานี้มา

เริ่มแรกเราอะติดมหาวิทยาลัยแถวภาคเหนือที่หนึ่ง เราดีใจมากกเพราะตั้งใจทำพอร์ตตั้งใจสอบถามอาจารย์แนะแนวทุกอย่างจนได้ทุนมาาาา แต่มันไม่ได้100%ไง ก็ต้องมีส่วนต่างปกติอยู่ละ ที่บ้านส่งเราไม่ไหว เราเองก็กลัวตัวเองไม่ไหวเหมือนกัน

เลยตัดสินใจมาสมัครเรียนที่รามที่กทม.ตอนที่ตัดสินใจคือน้ำตกแตกกมากกก เพราะด้วยความที่เราตั้งใจกว่าจะได้มหาลันนั้นมา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงและมาอยู่กทม. เริ่มแรกก็ดีอยู่ที่บ้านเราพอส่งนิดหน่อย แต่หลังๆคือไม่มีเลยเราต้องเริ่มหางาน ตอนแรกเป็นพาร์ทไทม์พอได้มีเวลาเข้าเรียน ไปๆมาๆค่าใช้จ่ายมันไม่พอจะต้องเพิ่มงานคือเป็นพาร์ทไทม์ที่ทำแทบทุกวัน

แต่แล้วพี่ที่ทำงานบอกว่าถ้าจะทำบ่อยขนาดนี้ก็มาเป็นประจำเถอะได้เงินเยอะขึ้นด้วย เราเลยตัดสินใจทำประจำแล้วลาแค่ช่วงสอบ คือตอนนั้นเราแอคทีฟฟฟฟมากกก คือเลิกงานกลับมาอ่านหนังสือแทบทุกวัน จนทำได้2-3ปี เราเริ่มไม่ไหว รู้สึกร่างกายแม่งต้องการพักผ่อน

แต่ก็ต้องทนทำงานเพราะเราหันไปพึ่งใครไม่ได้ จนได้มาเป็นหัวหน้างานงานก็เริ่มเยอะขึ้น เราต้องมีมุมมองในความเป็นผู้นำมากกขึ้นอะ มีอะไรเราก็จะโดนว่าคนเเรกแบบนี้ใช่มั้ย จนครบ4ปีเราตัดสินใจลาออกคือมันคิดในหัวตอนนั้นคือ กูจะอยู่แค่นี้เหรอวะ เพราะยอมรับเลยว่าเกรดเราเห้มากกกกอะ กลัวไปหมดว่าจะจบพร้อมเพื่อนมั้ย(มหาลัยอื่นๆ) มอรามเราไม่มีเพื่อนเลย

สุดท้ายหันไปคุยกับที่บ้านว่าไม่ไหวละนะคือช่วยซัพพอร์ตก่อนหน่อยได้มั้ย ที่บ้านก็โอเคคแต่ไม่ได้เยอะมากกก คือครอบครัวเรามีทั้งหมดคือ พ่อ พี่ชาย2คน และพี่สาว ส่วนแม่เราเสียตั้งแต่เราป.4แล้ว แต่ให้ซัพพอร์ตก็จริงง เราเองก็หางานทำเสริมตลอดนะ จนช่วงขอจบงี้ เราเกรดไม่ถึงเกณฑ์ที่จะจบอะ เรานอยมากกก คือโทษตัวเองจนแบบไม่อยากทำอะไรเลย ฟีลแบบทำไมกูไม่ตั้งใจวะงี้

แต่สุดท้ายเราก็มาตกตะกอนเพราะมีแฟนว่า จะจบช้าจบเร็วยังไงก็คือจบ ยังไงทุกวันนี้เราก็ทำงานไม่ได้พึ่งใคร อย่าหาอะไรมาบั่นทอนตัวเองเลยยย

คือเราอยากถามว่าเราเวอร์ไปมั้ยที่แบบมาวิตกกังวลกับอะไรแบบนี้ หรือว่าเราควรจะทำยังไงดีให้ตัวเองเลิกคิดมากเรื่องพวกนี้ แต่บอกก่อนนะว่าเราไม่ได้เลิกเรียนเลยยถึงเราจะทำงานเราก็ไม่ทิ้ง พยายามอ่านพยายามรีเกรดดดตลอดเพราะเราอยากจะเรียนจบจริงๆ ถึงแม้จะช้ากว่าคนอื่นก็ตาม🥹

2025/10/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเรียนไปทำงานไปในเวลาเดียวกันถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อมีภาระทางการเงินและความกดดันที่ต้องดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและหนักใจจนบางครั้งอยากยอมแพ้ แต่ก็ยังพยายามสู้ต่อเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น จากเรื่องราวของผู้เขียนที่พบเจอทั้งการเปลี่ยนถิ่นฐานมาเรียนในกรุงเทพ การมีภาระงานพาร์ทไทม์และงานประจำ รวมถึงการรับผิดชอบตำแหน่งหัวหน้างานที่เพิ่มความกดดันมากขึ้นในแต่ละวัน นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความมุมานะและความตั้งใจจริง แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับเกรดและความสำเร็จ แต่การไม่เลิกเรียนและพยายามปรับปรุงตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรชมเชย ในระหว่างเส้นทางนี้ การดูแลสุขภาพจิตและร่างกายถือเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะร่างกายที่พักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดสะสมอาจส่งผลเสียต่อการเรียนและการทำงาน เพื่อรับมือกับความเหนื่อยเหล่านี้ สามารถลองแบ่งเวลาให้ชัดเจน ระหว่างเวลาทำงาน เวลาพักผ่อน และเวลาเรียน โดยการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงในแต่ละวัน รวมถึงเปิดใจพูดคุยกับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือเมื่อต้องการ นอกจากนี้ การบริหารจัดการเงินอย่างรอบคอบและการหางานเสริมที่ไม่เกินกำลังก็ช่วยลดภาระทางการเงินได้เช่นกัน เช่น หางานที่สามารถทำจากที่บ้านหรือเลือกช่วงเวลาทำงานที่ไม่ชนกับเวลาเรียน อีกทั้งการมองว่า "จะจบช้าหรือเร็วก็ยังจบ" เป็นการช่วยลดแรงกดดันและสร้างกำลังใจในระยะยาว สุดท้ายอยากฝากว่าความเหนื่อยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ควรตำหนิตัวเอง การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและร่างกายควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการเรียนและทำงาน จะช่วยให้เดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้สำเร็จในที่สุด "เรียนไปทำงานไป โคตรเหนื่อย" เป็นความรู้สึกที่หลายคนเข้าใจและไม่ควรถูกมองข้าม ความทุ่มเทและความพยายามเหล่านี้คือก้าวสำคัญของการเดินทางสู่อนาคตที่สดใส