"สุริยะ" โต้เดือด! ปัดย้ายอธิบดีฝนหลวงเซ่นปม "หลาน" ยันไร้ล้างบาง-ขู่ฟ้องหากไม่หยุดบิดเบือน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีดราม่าโยกย้าย นายราเชน ศิลปรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ โดยยืนยันหนักแน่นว่าการโยกย้ายครั้งนี้ "ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือประเด็นส่วนตัว" และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องที่หลานชาย (ผู้บริหารนกแอร์) ถูกปฏิเสธการเข้าพบจนเป็นเหตุให้โดนย้าย

ยอมรับว่าหลานติดต่อเข้าพบจริงเพื่อคุยธุรกิจ แต่ตนไม่ทราบเรื่องมาก่อน และมองว่าเป็นการบริหารงานปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐมนตรี

พิจารณาจากความเหมาะสมเพื่อให้ได้คน "ไฟแรง" เข้ามาเร่งแก้ปัญหาภาคการเกษตร ป้องกันปัญหาข้าราชการเกียร์ว่างช่วงใกล้เกษียณ

ยืนยันไม่มีนโยบายโละคนของพรรคเก่า ยกตัวอย่างสมัยคุมคมนาคมก็ไม่เคยย้ายข้ามพรรคหากทำงานตามนโยบายได้

หากยังไม่หยุดให้ข้อมูลเท็จที่สร้างความเสียหาย พร้อมดำเนินการฟ้องร้องขั้นเด็ดขาด ท้าหากนายราเชนเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ให้ฟ้องกลับได้ทันที

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงเผยเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่แท้จริงของการโยกย้ายอาจมาจาก ข้อร้องเรียนเรื่องการบริหารงานบุคคลที่ไม่เป็นธรรม และ ความไม่โปร่งใสในโครงการก่อสร้าง-ซ่อมบำรุง ภายในกรมฝนหลวงฯ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

#สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กรมฝนหลวง #โยกย้ายข้าราชการ #ข่าวการเมือง

4/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ติดตามข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงต่าง ๆ พบว่าการเคลื่อนไหวตำแหน่งมักถูกตีความไปในหลายมุม แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารงานโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสมตามสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือภาคการเกษตรผ่านเทคโนโลยีฝนหลวง การเลือกคนที่มีไฟแรงและสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้หลายฝ่ายอาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเหตุการณ์โยกย้าย แต่ข้อมูลจากรัฐมนตรีชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีนัยยะทางการเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด เรื่องข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดผลกระทบต่อนโยบายโดยรวมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเห็นว่าการสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและโปร่งใสเป็นกุญแจที่จะช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีประกาศว่าจะดำเนินคดีผู้ที่บิดเบือนข้อมูล ถือเป็นข้อยืนยันถึงความจริงจังของฝ่ายบริหารในการรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่ได้มีข้อมูลรองรับ โดยส่วนตัว เห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารงานภาครัฐที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน การยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและยุติธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในระยะยาวมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว