“นี่คือประเทศไทย!” มท.2 ลุยป่าตองตรวจ ‘ชาบัด’ เจออ้างพื้นที่อิสราเอล ตอบกลับทันควัน สั่งขยายผลฟันนอมินี 300 แห่ง
มท.2 ยืนยันอธิปไตยไทยเหนือแผ่นดิน! นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สนธิกำลังฝ่ายปกครองและตำรวจลงพื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 เพื่อตรวจสอบธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมายและการใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี)
ระหว่างเข้าตรวจค้น “ศูนย์ชาบัด” ได้เกิดเหตุเผชิญหน้าข ึ้น เมื่อบุคคลภายในสถานที่กล่าวอ้างว่า “คุณไม่รู้หรือว่าที่นี่คือพื้นที่ของอิสราเอล” ด้าน มท.2 จึงตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “ที่นี่คือประเทศไทย ทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ไม่มีใครมีสิทธิ์อ้างอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศไทย”
ทั้งนี้ รมช.มหาดไทย ย้ำว่ารัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมสั่งขยายผลปราบปรามและตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มธุรกิจเสี่ยง โรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร และบริษัทท่องเที่ยวทั่วจังหวัดภูเก็ตกว่า 300–360 แห่ง เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจและความถูกต้องตามกฎหมาย
#มท2 #ข่าวภูเก็ต #ปราบธุรกิจนอมินี #บังคับใช้กฎหมายไทย #ศูนย์ชาบัด
การตรวจสอบธุรกิจนอมินีและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของอธิปไตยไทยเหนือแผ่นดิน ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวสารและเคยเดินทางไปภูเก็ตบ่อยครั้ง สังเกตเห็นว่าการดำเนินการเชิงรุกแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการละเมิดกฎหมายไทยแล้วยังส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมและโปร่งใสในภาคธุรกิจท่องเที่ยว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศูนย์ชาบัด ที่มีการอ้างสิทธิ์พื้นที่ต่างชาติ เป็นเรื่องที่ท้าทายต่อความถูกต้องและอธิปไตยของประเทศไทยอย่างแท้จริง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีความชัดเจนในการยืนหยัดปกปักรักษาอธิปไตยและย้ำว่าการอยู่ร่วมกันบนดินแดนไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเท่านั้น การขยายผลตรวจสอบไปยังธุรกิจที่เสี่ยงอย่างโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร และบริษัทท่องเที่ยวในภูเก็ตถึงกว่า 300-360 แห่งนั้น เป็นการตอกย้ำถึงมาตรการเข้มงวดที่รัฐบาลต้องการสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และป้องกันการลักลอบใช้คนไทยเป็นนอมินีในธุรกิจต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อไปเยือนภูเก็ต พบว่าความโปร่งใสในธุรกิจมีผลมากต่อภาพลักษณ์จังหวัด หากรัฐมีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ก็จะทำให้ภูเก็ตยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าเชื่อถือ และช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังทำให้ชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่ต้องการของทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนท้องถิ่น

