การดูแลตัวเองในแบบฉบับของผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจที่มีภารกิจรัดตัว ต้องเริ่มจากการสร้างสมดุลระหว่าง "ประสิทธิภาพของงาน" และ "คุณภาพชีวิต" เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจเข้มแข็งไปพร้อมกันค่ะ

1. การบอกรัก "กาย" เพื่อความแข็งแรงที่ยั่งยืน

ร่างกายคือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ การดูแลกายจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ:

• เลือกรับอาหารที่มีคุณภาพ: เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ถั่วหรือธัญพืช แมคคาเดเมีย อัลม่อน ที่มีไขมันดี ซึ่งช่วยบำรุงสมองและให้พลังงานที่สม่ำเสมอระหว่างวัน

• พักผ่อนแบบมีคุณภาพ (Power Rest): แม้ตารางงานจะแน่น แต่การจัดเวลาให้นอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งและตัดสินใจเรื่องสำคัญได้แม่นยำขึ้น

• พาตัวเองไปสัมผัสธรรมชาติ: การใช้เวลาในพื้นที่สีเขียวหรือสวนสวยที่เงียบสงบ จะช่วยลดระดับความเครียดสะสมและฟื้นฟูความเหนื่อยล้าทางกายได้เป็นอย่างดี

2. การบอกรัก "ใจ" เพื่อพลังบวกที่ไร้ขีดจำกัด

ใจที่ป่วยจะทำให้งานที่รักกลายเป็นภาระ การเติมพลังใจจึงสำคัญมากค่ะ:

• ชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง: ในฐานะผู้นำ คุณอาจจะเคยชินกับการดูแลและชื่นชมคนอื่น แต่อย่าลืมให้รางวัลและกล่าวคำขอบคุณตัวเองที่สามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้ในแต่ละวัน

• สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Personal Space): หาเวลาว่างสั้นๆ ในคาเฟ่ที่ตกแต่งในสไตล์ที่คุณชอบ เช่น สไตล์มินิมอลหรือนอร์ดิก เพื่อจิบกาแฟและอยู่กับความคิดตัวเองโดยไม่มีเรื่องงานมาแทรก

• ฝึกปฏิเสธเพื่อรักษาพลังงาน: การเป็นประธานหรือผู้บริหารมักถูกรายล้อมด้วยคำขอ การบอกรักตัวเองที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการ "ปฏิเสธ" ในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาเวลาไว้ให้กับการพักผ่อนและการอยู่กับครอบครัว

3. ปรับสมดุล "ภาพลักษณ์" และ "ความสุข"

การรักษาภาพลักษณ์ที่ดูดีและเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่แค่เพื่อคนอื่น แต่มันคือการสร้างความมั่นใจและความภูมิใจให้กับตัวเราเอง เมื่อเราส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดูดีที่สุด ใจจะมีพลังโดยอัตโนมัติค่ะ

การบอกรักตัวเองที่ดีที่สุด คือการอนุญาตให้ตัวเองได้ "หยุดพัก" โดยไม่รู้สึกผิด เพราะการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง คือรากฐานที่แท้จริงของความสำเร็จที่ยั่งยืน/ มาดามแบม

5/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความเครียดและภารกิจจำนวนมาก การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องเสริมเติม แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่มีผลโดยตรงต่อการทำงานและชีวิตส่วนตัวของเรา สิ่งที่ผมพบว่าได้ผลดีมากคือการตั้งเป้าหมายดูแลสุขภาพให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เริ่มจากการเลือกอาหารว่างเป็นถั่วแมคคาเดเมียหรืออัลมอนด์ ที่เต็มไปด้วยไขมันดี ช่วยเสริมสมองและเพิ่มพลังงานอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดตารางเวลานอนหลับอย่างเคร่งครัด แม้ต้องทำงานดึกก็ต้องไม่ยอมเสียการพักผ่อน เพราะพักผ่อนเต็มที่จะทำให้สมองปลอดโปร่งและตัดสินใจได้เฉียบคมขึ้น ในวันหยุด ผมมักจะพาตัวเองไปสัมผัสกับธรรมชาติ เช่น เดินเล่นในสวนหรือพื้นที่สีเขียว เพื่อปล่อยความเครียดและฟื้นฟูร่างกาย ความเงียบสงบและความสดชื่นของธรรมชาตินั้นช่วยผ่อนคลายจิตใจอย่างทันที อีกเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือการชื่นชมความสำเร็จของตัวเองในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำได้ดีหรือการผ่านอุปสรรคไปได้ การให้กำลังใจตัวเองด้วยคำขอบคุณจะเติมพลังบวกและความสุขใจ นอกจากนี้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ เช่น คาเฟ่ในสไตล์ที่ชอบ เพื่อชวนตัวเองนั่งจิบกาแฟและอยู่กับความคิดโดยไม่มีเรื่องงานมารบกวน ช่วยให้เราได้ชาร์จพลังใจได้ดี สุดท้ายคือการกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาสมดุลทั้งงานและชีวิตส่วนตัว รวมถึงการใส่ใจในภาพลักษณ์ด้วยตนเอง เมื่อเราดูดีและมั่นใจในตัวเอง ใจเราก็จะพร้อมสำหรับความท้าทายต่างๆ อย่างเต็มที่ รักตัวเองอย่างแท้จริง คือการให้ทั้งกายและใจได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและได้รับการเติมเต็มด้วยสิ่งดีๆ นี่แหละคือพื้นฐานที่แข็งแรงสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและน่าภาคภูมิใจ